ชุมชนคนใจดี !!
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ตุลาคม 22, 2014, 07:56:50

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ค้นหา:     การค้นหาขั้นสูง
ชมภาพ หรือสร้างอัลบั้มของตัวเอง คลิกที่นี่ จ้า
107171 กระทู้ ใน 11088 หัวข้อ โดย 453856 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: AlmaAltma
* บอร์ดรวม บอร์ดรวม บอร์ดรวม บอร์ดรวม บอร์ดรวม ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
+  ชุมชนคนใจดี !!
|-+  กลุ่ม เพื่อนๆ ในเครื่องแบบ ค่ะ
| |-+  บอร์ด นรต. 49 ตำรวจใจดี (ผู้ดูแล: joobeng25, chavanut, jak49, nop49)
| | |-+  เทคนิคในการแสวงหาความร่วมมือ
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « previous next »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เทคนิคในการแสวงหาความร่วมมือ  (อ่าน 2294 ครั้ง)
v Cop
jaidee5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4709


www.policecadet49.com


เว็บไซต์
เทคนิคในการแสวงหาความร่วมมือ
« เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2006, 15:40:07 »

เทคนิคในการแสวงหาความร่วมมือ
พล.ต.ต.คำรบ ปัญญาแก้ว ผบก.ภ.จว.นนทบุรี
บทสัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2549

1. ท่านมีวิสัยทัศน์หรือกรอบแนวความคิดในการทำงานอย่างไร
                       สำหรับวิสัยทัศน์และกรอบความคิดในการทำงาน ผมยึดถือว่าทางด้านตำรวจนั้นถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้จะถูกมองว่าเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตค่อนข้างมากและถูกเรียกร้อง ถูกตรวจสอบจากสังคมมากพอสมควรในอนาคตคาดว่าจะมีความเข้มข้นมากขึ้นไปอีก ถึงแม้หลักสากลของตำรวจทุกประเทศทั่วโลก จะมีหลักการทำงานที่เหมือนกันคือการให้บริการประชาชนและป้องกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือที่เราเรียกว่า Serve & Protect ตำรวจไทยก็เช่นกัน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ทำงานในลักษณะที่กล่าวมา แต่มิติที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นจะเป็นในเรื่องขอบเขตของงานแต่ละด้านที่มีจำนวน ขยายตัวมากขึ้น การขยายตัวมากขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการเจริญเติบโตของจำนวนประชากรมีเพิ่มมากขึ้นตามทางเทคโนโลยี มีกฎหมายใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายฉบับ บางเรื่องก็เป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้น เช่น ลิขสิทธิ์ กฎหมายคอมพิวเตอร์ หรืออาชญากรรมข้ามชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนายิ่งขึ้น เพราฉะนั้นจะเห็นว่างานของตำรวจในอนาคตนั้นจะมีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น สังคมก็เรียกร้องให้เราทำงานอย่างโปร่งใส จะเห็นว่าในปัจจุบันนี้ในเรื่องของการทำงานทางภาคราชการนั้น มีการปฏิรูประบบราชการ หรือที่เราเรียกว่าการออกพระราชบัญญัติการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งเน้นในเรื่องของการทำงานแบบโปร่งใส และให้สามารถตรวจสอบได้ เป็นการทำงานแบบบูรณาการ จะเห็นชัดเจนว่าการทำงานของทุกส่วนราชการในระดับจังหวัดนั้น เรามีผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นผู้ว่า CEO ซึ่งเป็นผู้ที่จะบูรณาการงานต่างๆ หรือหน่วยงานต่างๆ ที่จะทำงานด้วยกันเพื่อเป้าหมายสูงสุดของจังหวัดหรือประชาชน โดยเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะฉะนั้น ในการทำงานของเราคือ ภาคราชการทุกหน่วยเราจะคิดถึงเป้าหมายขององค์การของหน่วยงานอย่างเดียวไม่ได้ คงต้องคิดถึงเป้าหมายองค์การของเราพร้อมกับเป้าหมายขององค์กรใกล้เคียง และประชาชนในสังคมนั้นๆ ดูว่าเขาต้องการอะไร จะเห็นว่าในการทำงานจะต้องเกี่ยวพันกันกับหลายหน่วย บางครั้งจะทำงานของเราโดยไม่พึ่งใครเลยก็คงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาเรามักจะเน้นในการพัฒนาองค์กร คือเน้นบุคลากร หรือเน้นเพื่อเติมหลักการในการบริหารที่เราเรียกว่าเป็นวัสดุ งบประมาณ เมื่อเราจะทำอะไรก็จะพยายามคิดในส่วนของเราครบถ้วนบริบูรณ์ แต่ว่าในปัจจุบันหรืออนาคตนั้นเราจะมาอ้างว่า คนไม่พอ งบประมาณไม่มี คงพูดไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทำอย่างไรที่จะใช้สิ่งที่เรามีอยู่ ไปผสมผสานกับหน่วยงานที่เราทำงานด้วยกัน ให้มีการขับเคลื่อนเป้าหมายของเขาและเป้าหมายของเราเพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกันให้ได้ นั้นแสดงให้เห็นว่าการทำงานของเราในอนาคตนั้นจะต้องแสวงหาพันธมิตรในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น ต้องทำงานในลักษณะของการร่วมมือ  การทำงานร่วม กับหลายฝ่าย ซึ่งอาจจะมีข้อตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้าง ก็คงจะต้องดำเนินการในลักษณะของการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ซึ่งสามารถทำงานด้วยกันได้เพราะฉะนั้นสรุปแล้วว่าในการทำงานเราควรจะต้องเน้นในการที่จะพัฒนาตัวเรา ทั้งในด้านเพื่อนร่วมงาน อีกประการหนึ่งคือต้องแสวงหาพันธมิตรมากยิ่งขึ้น ผมคิดว่า ในการทำงานนั้นบางครั้งถ้าเราจะเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง เราจะเอาเฉพาะทางหน่วยเหนือสั่งมาให้รายงานแค่นั้น แค่นี้คงไม่พอ เราอาจจะต้องทำมากกว่าเพื่อให้บรรลุจุดที่ เรียกว่าความพึงพอใจของประชาชน จริงๆแล้วเป้าหมายของการทำงานนั้นมีทั้งเป้าหมายเชิงปริมาณ เป้าหมายเชิงคุณภาพ เป้าหมายเชิงคุณภาพนั้นดูได้จากความ
พึงพอใจของผู้บังคับบัญชา ของประชาชน เป็นที่สำคัญที่สุด

2. ท่านคิดว่าการทำงานในด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญาการรม ในท้องที่รับผิดชอบ ปัจจัย สำคัญที่จะส่งผลต่อ การทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คืออะไร
                       ในการป้องกันและแก้ไขอาชญากรรมในท้องที่รับผิดชอบนั้นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการทำงานสูงสุดประการแรกก็คือ ต้องทำความ เข้าใจว่าจริงๆ แล้วอาชญากรรมเป็นปรากฏการณ์ของสังคมที่มีความเจริญขึ้น ที่มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ปัญหาอาชญากรรม ก็ต้องมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ในอดีตในสังคมที่ยังไม่ซับซ้อนนั้น ปัญหาอาชญากรรมก็ยังไม่ซับซ้อนตอนนั้นตำรวจในฐานะที่เป็นผู้รักษากฎหมาย เป็นผู้ที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ของสังคม รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในการ แก้ไข เข้าไปจัดการกับปัญหาเหล่านั้น แต่เนื่องจากปัจจุบันสังคมมีความเจริญความสลับซับซ้อนนั้นรวมทั้งอาชญากรรม ก็มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นรวมทั้งจำนวนอาชญากรรมหรือคดีต่างๆ ก็สูงขึ้น ตามความเจริญของสังคม เพราะฉะนั้นถ้าจะคิดในการที่จะป้องกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมควบคู่กับปราบปรามอาชญากรรมให้ได้ผลคิดว่าเราต้องเข้าไปดำเนินแบบบรูณาการ ร่วมไม้ร่วมมือกัน ถ้าเรามาจำลองตามทฤษฎีจะเห็นว่าในการป้องกันอาชญากรรมนั้นจะเป็นประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ต่างๆ
ทุกคนก็มีหน้าที่ในการป้องกันอาชญากรรม ป้องกัน ระงับ คือป้องกันตนเองก่อนเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม การที่ป้องกันตนเองไม่ให้ตก เป็นเหยื่ออาชญากรรม บุคคลทุกคนควรจะต้องรู้
เท่าทันอาชญากรรม รู้เท่าทันเล่ห์ของคนร้ายและก็จะต้องประพฤติปฏิบัติตัว ไม่ตกอยู่ในความประมาท จะต้องไม่ทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นการเปิดช่องหรือชักจูงให้คนร้ายนั้นมากระทำการต่อตนเองไม่ว่า ปิดประตูลงกลอน การไม่ใส่ทองหยอง การแต่งเนื้อแต่งตัวไม่โป๊ เป็นต้น เพราะอันดับแรกนั้นประชาชนทุกคนจะต้องรู้มีหน้าที่ในการป้องกันตนเอง ไม่ให้ตกเป็นเหยี่อ ส่วนเรื่องที่สองนั้นคิดว่าสังคมชุมชน หรือประชาชนในพื้นที่นั้นๆ ในทุกระดับ ก็มีหน้าที่ในการป้องกันและควบคุมอาชญากรรม คือถ้าตัวแทนของสังคม ส่วนหนึ่งก็คือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จะต้องเข้ามามีบทบาทมากในการที่จะช่วยปกป้องอาชญากรรม เรื่องของการจัดเครือข่าย การใช้จ่ายในเรื่องงบประมาณ ช่วยดำเนินการในเรื่องสภาพแวดล้อม เพื่อมิให้เกิดอาชญากรรม เช่น ติดแสงสว่าง หรือช่วยถางป่าหญ้าที่เป็นที่หลบซ่อน หรือเป็นที่หลบหนีของคนร้าย รวมทั้งช่วยสนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดทีมอาสาสมัครออกตรวจตราป้องกันในระดับชุมชน นี่ก็คือระดับสอง ระดับที่สาม ก็คือว่าหลังจากที่ประชาชนทุกคนรู้จักป้องกันรักษาตนเอง ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจ
เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือผู้มีหน้าที่โดยตรงนั่นก็คือตำรวจทำหน้าที่ออกตรวจตรา ตั้งด่าน ตรวจค้น และพยายามจับกุม บุคคลที่กระทำความผิด ถ้าเรามองเห็นชัดว่าในบันใด 3 ขั้น หรือวงกลม 3 วง วงในสุดคือประชาชนทุกคน วงกลางคือชุมชนหรือสังคม วงนอกคือตำรวจ  หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง ผมคิดว่าทั้ง 3 ส่วนนี้คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราควบคุมอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องเสริมสร้างศักยภาพทั้ง 3 ส่วนนี้ โดยในส่วนที่ 1 ประชาชนทุกคน คงไม่มี ความรู้ทัดเทียมหรือเท่าเทียมกันในการที่รู้เท่าทันคนร้าย คงเป็นหน้าที่ของตำรวจ ส่วนหนึ่งที่เราควรจะ ต้องช่วยคือไปเผยแพร่ไปให้ความรู้ ไปประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบเล่ห์หรือวิธีการของคนร้ายรวมทั้งมีวิธีการปกป้อง หรือป้องกันตนเองรวมทั้งการส่งเสริมให้มีการจัดในเรื่องพนักงานรักษาความปลอดภัย ที่มีมาตรฐานเพื่อเป็นการช่วยปกป้องทรัพย์สินของประชาชน หรือเอกชน เป็นรายๆ เท่าที่จะมีความสามารถส่วนที่สองนั้นที่เป็นชุมชนหรือสังคมหรือว่าองค์การท้องถิ่นนั้นเราคงต้องส่งเสริมสนับสนุน ชักจูงให้เขาเข้ามามีบทบาทในการที่จะรับผิดชอบดูแลความสงบเรียบร้อยในชุมชนเล็กๆ ของเขาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสนับสนุนจัดงบประมาณ มาสร้างเครือข่าย ในการป้องกันอาชญากรรม  จัดงบประมาณมาจ้างในเรื่องระบบอาสาสมัครในการออกไปตรวจหรือว่าประสานงานกันเป็นเครือข่ายในการที่เราทำอยู่ก็คือเรา  มีการตั้งศูนย์ประสานงานรักษา ความปลอดภัยประจำท้องถิ่นขึ้นที่เทศบาลและตำบลแต่ละ อบต.ถึง 22 แห่ง เพื่อให้เป็นเวทีในการที่จะจัดการในเรื่องรักษาความปลอดภัยในเรื่องชุมชนนั้นมีการจัดงบประมาณชัดเจน มีการจัดรูปแบบอาสาสมัครที่ชัดเจน มีการจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็น ซุปเปอร์ไวท์เซอร์ ที่เป็นหัวหน้าทีมในการออกตรวจตราในการออกระมัดระวังป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นในชุมชนนั้นๆ ถ้าหากว่าในส่วนที่หนึ่งหรือส่วนที่สองที่ดำเนินการแล้วในส่วนที่สามที่เป็นหน้าที่โดยตรงของตำรวจเราเองนั้น ในการจัดสายตรวจ ในการไปติดตั้งตู้แดง ไปตรวจตราในพื้นที่ต่างๆ ก็ตามนั้น เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า ที่ผ่านมาการควบคุมการจัดการสายตรวจนั้นก็ยังไม่เต็มที่ เนื่องจากพวกเราไม่มีระบบตรวจสอบ ที่ดีพอ จึงทำให้บางจุด บางคน ก็ทำงานมีประสิทธิภาพบาง ไม่มีประสิทธิภาพบ้าง เราคงต้องเพิ่มประสิทธิภาพของตำรวจเราเช่นกัน เพิ่มขีดความสามารถ ของยานพาหนะ จัดสรรให้เพียงพอ รวมทั้งเพิ่มทางด้านเทคโนโลยี ในการควบคุมสายตรวจ การตรวจ
ตู้แดงอิเลคทรอนิค การติดตั้ง GPRS การจัดทำระบบฐานข้อมูลการจัดทำเรื่อง CALL CENTER จะเห็นว่าตรงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของตำรวจให้สามารถปฏิบัติงานได้ให้ดีขึ้น การควบคุม การป้องกันอาชญากรรมในท้องที่รับผิดชอบปัจจัยสำคัญที่จะดำเนินการนั้น ให้ได้ผลก็จะต้องเริ่มที่ประชาชน ที่เราจะต้องเสริมสร้างให้กับท้องถิ่นชุมชนเข้ามามีบทบาทมากๆ และในส่วนที่3 คงจะต้องพัฒนาประสิทธิภาพให้กับตำรวจรวมทั้งเครื่องมือ เครื่องใช้ รวมทั้งอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ให้ควบคู่กันไปทั้ง 3 ด้าน เพื่อให้สามารถรับมือกับอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นให้ได้การพัฒนาจะเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น

3. ท่านมีทักษะหรือเทคนิคในการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชน ชุมชนและท้องถิ่น ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรม อย่างไร
                       เทคนิคในการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนชุมชน และท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมอย่างที่ผมเรียนว่าชุมชนรวมทั้งสังคม รวมทั้งประชาชนในท้องถิ่นนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากนอกจากไปตัวของตัวเองในการกิจกรรมของตัวเอง อันดับแรกประชาชนต้องพยายามอธิบายชี้แจงให้กับประชาชนให้เข้าใจว่าเขามีหน้าที่จะต้องดูแลตนเอง ชุมชนต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม เมื่อก่อนพอพูดถึงการป้องกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนั้น ทุกคนไม่เคยคิดว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะมองว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจ ถึงแม้มีหมู่บ้านจัดสรรแล้ว มียามแล้ว แต่มีเหตุขโมยขึ้นบ้าน หรือมีการงัดแงะก็จะออกมาบอกว่าไม่มีตำรวจมาตรวจในขณะที่ยามหมู่บ้านก็มีนั้นแสดงว่าทางชุมชนบางทีเขาอาจจะไม่เข้าใจ ซึ่งตรงนี้ต้องชี้แจงว่าส่วนหนึ่งตำรวจก็ทำหน้าที่ของตำรวจประชาชนต้องทำหน้าที่ปกป้องส่วนหนึ่ง ชุมชน เมื่อมีการจ้างยามแล้วเราก็มีการกวดขันกับทางยามอีกส่วนหนึ่ง ในส่วนการทำความเข้าใจกับประชาชนนั้นเราก็คงจะต้องมีกิจกรรม ในเรื่องของมวลชนสัมพันธ์ หรือการจัดเครือข่ายเข้ากับประชาชนการจัดการประชาสัมพันธ์แผ่นใบปลิว การออกตรวจเยี่ยม รวมทั้งการออกไปร่วมกิจกรรมงานต่างๆของประชาชนพูดคุยกับผู้นำชุมชนสิ่งต่างๆเหล่านี้ที่สำคัญการพูดคุยกับเขาอย่างมีความจริงใจ ไม่เอารัดเอาเปรียบทางประชาชนส่วนใหญ่แต่จริงๆแล้ว เชื่อว่าเขามองตำรวจในแง่ดีอยู่แล้ว อาจจะมีบ้างเป็นส่วนน้อย และโดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง ที่เป็นชุมขนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต. หรือ เทศบาลนั้นต้องเห็นว่าเขามีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากที่จะช่วยในการที่จะดูแลความสงบเรียบร้อย ในแต่ละชุมชน แรกๆ ผมเคยไปประสานงานส่วนใหญ่ต้องเรียนว่าทางผู้บริหารนั้นเดิมทีจะไม่เข้าใจว่าท่านก็มีบทบาทหน้าที่เหมือนกัน ที่ต้องดูและความสงบเรียบร้อยในชุมชนของท่านตรงนี้มี พรบ. การถ่ายโอนกิจการให้กับส่วนท้องถิ่น ในมาตรา 16 – 17 ระบุไว้ชัดเจน การไปอธิบายให้ท่านทราบไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นของ อบต., เทศบาล , อบจ.ต่างๆ ก็มีหน้าที่ชัดเจนในการดูแลความสงบเรียบร้อยในชุมชนมีหน้าที่ในการจัดสรรส่งเสริมงานจราจรในชุมชน ที่สำคัญในเรื่องของยาเสพติดนั้นทางกระทรวงมหาดไทยระบุไว้ชัดเจนว่าต้องจัดงบประมาณไว้ 5 เปอร์เซ็นต์แม้สิ่งต่างๆเหล่านี้เราต้องไปทำความเข้าใจกับเขาว่าเขาก็มีหน้าที่เหมือนกันแล้วอีกทางหนึ่งผมก็ได้จัดทำเป็นโครงการ เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ท่านได้เห็นชอบและได้สั่งการมายังท้องถิ่นจังหวัดประสานไปยัง อบต.,เทศบาล ทุกแห่งแรกๆ ต้องเรียนว่าเขาก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือทั้งหมด แต่เขาคงให้มาบ้างแต่ว่าตรงนี้ที่สำคัญคือเขาให้แล้ว ตำรวจจะต้องมีความโปร่งใส นำสิ่งของหรืองบประมาณที่เขาจัดมาให้นั้นไปจัดการใช้จ่ายหรือว่าดำเนินการให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบง่าย และที่สำคัญเราต้องแสดงความจริงใจที่จะดำเนินการมิใช่ว่าไปจัดทำเป็นโครงการพอผู้ใหญ่มาทำพิธีเปิดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ต่างคนต่างกลับบ้านแล้วก็หายไป ต่อมาอีก 2 – 3 เดือน ก็มาคิดโครงการใหม่ขึ้นมาแล้วก็มาขอแล้วมาเปิดโครงการใหม่ ถ้าอย่างนี้เขาคงไม่เอาเราด้วยเพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งนั้นโครงการต่างๆ ที่เราจะทำนั้นต้องมีความชัดเจนเป็นระบบสามารถตรวจสอบได้ประเมินผลได้ และทุกคนต้องมีส่วนร่วม เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ผมเรียนว่าตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีนั้น ได้จัดทำโครงการหลักๆ ในเรื่องของความร่วมมือกับทาง อบต. , เทศบาล ร่วมกับท้องถิ่นนั้นมีอยู่หลายโครงการ โครงการแรกก็คือศูนย์ประสานงานรักษาความปลอดภัยประจำท้องถิ่น ของแต่ละอบต. แต่ละเทศบาล ซึ่งศูนย์ประสานงานรักษาความปลอดภัยประจำท้องถิ่นนี้เปรียบเสมือนกับเวทีหรือ สถานีตำรวจย่อย ที่อยู่ในแต่ละ อบต. และเทศบาลนั้นๆ เราเอาพื้นที่ของ อบต. หรือเทศบาล ส่วนหนึ่งเป็นที่ทำการ เราก็ยกให้ท่านนายก อบต. หรือนายกเทศมนตรีเป็นประธาน มีตำรวจ 2 หรือ 3 นาย ประจำทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ กับ
อปพร. ที่ปฏิบัติงานอยู่ในศูนย์นั้นๆ โดย อปพร. ที่ปฏิบัติหน้าที่นั้นจะมีเบี้ยเลี้ยงเงินเดือนประมาณ 5,000 บาท เป็นเหมือนกับหน่วยปฏิบัติการย่อมๆ ทำหน้าที่ในการออกตรวจตราป้องกัน รับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ ไกล่เกลี่ย คดีความเบื้องต้นนั้นๆก็ดำเนินการมาได้เกือบ 2 ปี แล้ว และทาง
ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ก็ได้จัดงบประมาณ CEO สนับสนุนเครื่องมือเครื่องใช้ คอมพิวเตอร์ รถจักรยานยนต์ให้และทาง อบต. ท้องถิ่นต่างๆ ก็คงต้องจัดมาในลักษณะอย่างน้อยต้องทัดเทียมกัน ซึ่งตรงนี้หากเราสามารถดำเนินการให้ครบทุกแห่ง ก็จะเป็นสถานีตำรวจย่อยๆ ในแต่ละชุมชน แบ่งเบาภาระในเรื่องของการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของแต่ละชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจของโรงพักก็จะเป็นสายตรวจหลักเมื่อมีเหตุการณ ์ต้องการความช่วยเหลือหรือมีเหตุเกิดขึ้น สายตรวจหลักมีหน้าที่ เข้าไปช่วยเหลือระงับเหตุ นอกจากนั้นเราได้ทุก อบต. ทุกเทศบาลเป็นเจ้าภาพในการจัดงบประมาณในการสนับสนุนเพื่อให้ครู DARE ทุกคนซึ่งขณะนี้เราคิดว่าเราดำเนินการได้มากที่สุดในประเทศไทย ซึ่ง อบต.แต่ละท้องถิ่นนันสนับสนุนงบประมาณโรงเรียนใดอยู่ท้องถิ่นใด อบต.หรือท้องถิ่นนั้นก็เป็นผู้จัดสปอร์นเซอร์ ซึ่งจะทำงานแบบบรูณาการในส่วนสำคัญงบประมาณใดเรื่องของการพัฒนาจังหวัดแบบบรูณาการนั้น รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณมาอย่างพอสมควร ให้กับแต่ละจังหวัดซึ่งภารกิจของตำรวจเรานั้นเกี่ยวขัองในการพัฒนาจังหวัดเพราะปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนานั้นจะต้องมีเรื่องของความปลอดภัย เรื่องของคุณภาพชีวิตที่ดี สภาพความสงบสุขของสังคมที่ดีที่จะพัฒนาอย่างอื่นได้ ตรงนี้ของจังหวัดนนทบุรี โชคดีมีการประสานงานและมีการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวน 80 ล้านบาท ในการที่จะไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ให้กับตำรวจให้เปลี่ยนอย่างเพียงพอ ในการจัดงบประมาณ CALL CENTER ซึ่งมีระบบในการควบคุมการทำงานของตำรวจไม่ว่าจะเป็นสายตรวจ การรวบรวมข้อมูล จากพนักงานสอบสวน การส่งเสริมข้อมูลรับแจ้งข่าวสารจากทางประชาชนรวมทั้งมีตู้แดงอีเล็คทรอนิค ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ทั้งนี้ถ้าเราสามารถดำเนินการได้นั้นก็ทำให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด ท้องถิ่น ให้ความเชื่อมั่น และศรัทธาในการทำงาน ของตำรวจของเรามากยิ่งขึ้น ก็จะเป็นผลทำให้ความร่วมมือในส่วนต่างๆ ดีขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนว่าในการที่จะประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ นั้นผู้บังคับบัญชามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องไปประสานงานเป็นผู้บุกเบิก เป็นผู้เจรจาด้วยตนเองตั้งแต่ต้น

4.ท่านมีข้อคิดหรือข้อเสนอแนะ ให้กับข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและให้สัมฤทธิ์ ตามเป้าหมาย ขององค์กร ในสภาวะปัจจุบันอย่างไร
                       ในเรื่องนี้ผมมีข้อเสนอแนะข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลขององค์กรเพราะปัจจุบันนั้น เราไม่สามารถที่จะเป็นองค์กรแบบ โดดเดี่ยวการทำงานแบบตัวคนเดียว เราทำงานตามเป้าหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเดียวคงไม่ได้ และขณะเดียวกันเราต้องยอมรับความจริงว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจัดสรรให้เราใช้จ่าย เช่น การทำงาน การปรับปรุงงาน เพราะลำพังแค่เงินเดือน ค่าที่ดินสิ่งก่อสร้างงบประมาณ สิ่งผูกพันต่างๆ อาจจะไม่พอจะใช้อยู่แล้วเพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานแต่ละหน่วยนั้นต้องพยายามที่จะปรับปรุงพัฒนาโดยเฉพาะ พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ค่อนข้างจะมีการกระจายอำนาจในส่วนการบริหารงานบุคคลแต่อย่างเดียวเราคงจะต้องรับผิดชอบในเรื่องของการกระจายอำนาจในเรื่องที่จะปรับปรุง พัฒนาหน่วยของเราตามกรอบและตามเป้าหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ด้วย ซึ่งตรงนี้ในภาวะต่อไปนั้น มีความสำคัญหรือมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหาร หรือผู้นำหน่วยมีความรู้ในลักษณะของ เช่น สหวิชาชีพที่จะต้องรู้ในหลายด้าน เราจะรู้เพียงแต่งานตำรวจอย่างเดียว รู้แต่งานบริหารด้านตำรวจ ด้านสายตรวจ ด้านสอบสวน หรือด้านจราจรเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอเราคงต้องมีความรู้ ผู้บริหารปัจจุบัน คงจะต้องมีความรู้การบริหารงานตำรวจทุกด้าน และขณะเดี่ยวกันต้องมีความรู้ในหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องของยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ นั้นแต่ละจังหวัดก็ไม่เหมือนกันดัวยเราคงต้องไปเรียนรู้ ที่สำคัญต้องไปประสานงานหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแต่ที่สำคัญ ในระบบของ CEO นั้นผู้ว่าราชการจังหวัด ก็คือเป็นผู้บริหารสูงสุดในจังหวัด โดยเฉพาะตำรวจเรา ผู้บังคับการที่อยู่ในจังหวัดนั้นเหมือนกับเราต้องมีผู้บังคับบัญชา 2 สายงาน สายงานหนึ่งคือกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค แต่อีกสายงานหนึ่งเราคือต้องรับฟังทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ท่านจะเป็นผู้รับผิดชอบระดับสูงสุด ในเรื่องของความเป็นอยู่ของประชาชนในจังหวัดทั้งหมด เราในฐานะที่เป็นหน่วยงานหนึ่งในจังหวัด ต้องผสมผสานเอานโยบายของทางจังหวัด นโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาสนธิกันให้ได้ ตรงนี้ผมคิดว่าจริงๆแล้วถ้าสามารถเอามาร่วมกันได้ก็จะเป็นประโยชน์กับองค์กร หรือหน่วยงานของตำรวจเราได้อย่างที่ผมได้พยายามดำเนินการมาแล้ว ในส่วนของตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีนั้น เป้าหมายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป้าหมายของ จังหวัดนนทบุรี ก็ตาม เราพยายามผสมผสานกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจจะไม่มีงบประมาณ เพียงพอแต่ในระบบของจังหวัด CEO นั้นท้องถิ่นเขามีงบประมาณเพียงพอ เพียงแต่ว่าจะนำเสนอให้เขาเข้าใจและเห็นชอบตามแบบงานโครงการที่เรากำหนดเราก็จะได้รับความร่วมมือ และเราก็คงต้องทำตาม
พันธสัญญาอย่าลืมว่าสิ่งต่างๆต่อไปนี้ งบประมาณที่เราได้รับมานั้น ต้องรับมาพร้อมกับเซ็นต์สัญญาด้วยว่า รับเงินเขามาแล้วเราจะทำอะไรให้ได้ผลอย่างไรตรงนี้ คือสิ่งที่ท้าทายเราถ้าเราทำได้เงินก้อนต่างๆ ไปก็จะไหลมาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คือเราเอง ในส่วนของตำรวจเอง คงต้องพยายามปรับปรุงเรื่องของบุคคลากร องค์กร ตามความสามารถ ความโปร่งใส ความเป็นมืออาชีพ เพื่อให้ตำรวจ เป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาและไว้ใจของประชาชนโดยแท้จริง และโดยในส่วนของจังหวัดนนทบุรี นั้นเรายังมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวอย่างในการพัฒนา และเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงซึ่งจากสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาเราพยายามทำมาได้ในระดับหนึ่งแล้วจะพยายามทำให้ดียิ่งๆขั้นไปอีก ขอขอบคุณ

---------------------------------------

 smitten
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 09, 2006, 15:47:27 โดย v Cop » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

v Cop
jaidee5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4709


www.policecadet49.com


เว็บไซต์
Re: เทคนิคในการแสวงหาความร่วมมือ
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2006, 16:05:36 »

เทคนิคในการแสวงหาความร่วมมือ
พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผกก.สน.ลุมพินี

             ก่อนอื่นจะต้องนำเรียนให้ทราบว่าเนื้อหาที่จะกล่าวนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้เขียนได้รับจากการลงไปปฏิบัติในสายงานที่ตนเอง รับผิดชอบในขณะที่รับราชกการแสวงหาความร่วมมือนั้นนับว่าเป็นกระบวนการหนึ่งที่ข้าราชการในภาครัฐทุกส่วนจะต้องกระทำเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง และผลนั้นจะมีมากน้อยเพียงใดก็อยู่ที่เทคนิคของแต่ละบุคคล เมื่อได้ลงมือกระทำแล้วทุกคนก็จะต้องเล็งเห็นผลนั้นไว้ล่วงหน้า ตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ และเมื่อสิ้นสุดของการดำเนินการก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดตามผลลัพธ์นั้นว่าเป็นอย่างไรเพื่อนำมาแก้ไขปรับปรุงกระบวนงานในระยะเวลาต่อไป อีกอย่างต่อเนื่องและสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง และในมุมมองของผู้นำหน่วยระดับล่างสุดและกลไกของรัฐที่ควรทำ ดังนั้นสิ่งที่ต่างๆที่จะต้องลงมือปฏิบัติจะต้องคำนึงถึง ก็จะต้องมีดังนี้
             ๑.กรอบความคิดที่ชัดเจน ก่อนลงมือที่จะสร้างกิจกรรมใดๆจะต้องชัดเจนในด้านนโยบาย,ระยะเวลาที่กำหนดและระยะเวลาที่สิ้นสุด มีเป้าหมายชัดเจน โดยเฉพาะกำหนดตัวชี้วัดให้ได้ตามกรอบแนวคิดและงบประมาณอันต้องคำนึง เพื่อจะได้ผลผลิตที่เป็นทั้งปริมาณและคุณภาพ เช่นการสร้างจิตสำนึกในกลุ่มของเด็กหรือเยาวชนในชุมชน ก็จะต้องกำหนดกรอบความคิดที่ชัดเจนในกิจกรรมของการสร้างจิตสำนึกเพื่อให้มีส่วนในการสร้างความร่วมมือและมีความชัดไปถึงกลุ่มของเด็กหรือเยาวชน ตลอดจนจำนวนของกลุ่มเด็กหรือเยาวชนนั้น และกิจกรรมที่สามารถจัดได้ถึงการมีส่วนร่วมได้โดยที่มุ่งเน้นในกิจกรรมด้านการป้องกันอาชญากรรม ในการแจ้งข่าวสาร
             ๒.การถ่ายทอดขั้นตอนลงไปสู่ผู้ร่วมปฏิบัติ การดำเนินการเพื่อให้ผู้ร่วมปฏิบัติในส่วนของตำรวจหรือหน่วยงานของรัฐที่ร่วมปฏิบัตินั้น พึงที่จะต้องทราบและเข้าใจอย่างชัดเจน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องถ่ายทอดขั้นตอนในกิจกรรมประเภทนั้นๆ ให้ผู้ร่วมปฏิบัติได้เข้าใจและแยกแยะภารกิจในแต่ละส่วนชัดเจน สามารถที่จะทำให้ผู้ร่วมปฏิบัติได้ลงไปขับเคลื่อนกิจกรรมที่มอบหมายได้อย่างลึกซึ้งและลงรายละเอียดได้มาก ก็จะทำให้ประชาชนหรือกลุ่มเป้าหมายได้รับหรือแสดงออกได้ชัดเจน
             ๓.การสำรวจความต้องการของประชาชนในภูมิภาคหรือท้องถิ่นนั้น ในกิจกรรมที่ต้องการแสวงหาความร่วมมือใดๆ ก็ตาม ความสำคัญที่ชัดเจนนั้น ผู้นำหรือผู้สร้างกิจกรรมจะต้องพึงระมัดระวังในกิจกรรมที่จะนำลงไปสู่การปฏิบัติจะต้องเป็นความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นหรือภูมิภาคนั้นๆที่แท้จริง หากการดำเนินการโดยที่มิได้คำนึงความต้องการของประชาชน กิจกรรมที่ได้ดำเนินการไปในการมีส่วนร่วมก็มิบังเกิดผลสำเร็จอย่างแน่นอน จะทำให้เสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์
             ๔.การแสดงตัวตนอย่างชัดเจนของผู้นำหน่วย ในการแสวงหาความร่วมมือในกิจกรรมใดก็ตาม ในภาพรวมของผู้นำจะต้องแสดงตัวให้ปรากฏชัดต่อสาธารณชนในชุมชนในสภาวะของการนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวทีการประชุมจะต้องเข้าไปร่วมกิจกรรมและสร้างเอกภาพของการเป็นผู้นำเพื่อจะทำให้การกำหนดทิศทางกิจกรรมใดๆ ลงไปสู่การแสวงหาความร่วมมือกับประชาชนก็จะทำให้ประชาชนได้แสดงออกในการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่เพราะว่า ผู้นำหน่วยของกิจกรรมได้ลงมาสัมผัสกับภาคประชาชนอย่างจริงจังและยังสอดคล้องกับวัฒนธรรมของคนไทยในการที่ยอมรับการแสดงตัวตน ของผู้นำหน่วยที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยความจริงใจต่อชุมชน
             ๕.การกระจายข่าวสารสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง ในกิจกรรมแสวงหาความร่วมมือนั้นการสื่อสาร จะเป็นส่วนที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจและกระจายไปสู่ ชุมชนได้มาก ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ข่าวสารที่ต้องการให้ประชาชนได้ทราบและมีความชัดเจนจะต้องนำลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และกระจายได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน โดยที่มีแกนนำได้สร้างโครงข่ายของการสื่อสารไว้ให้ปรากฏในแต่ละกลุ่มของประชาชน ในชุมชน การแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนก็จะได้ในจำนวนมากขึ้นและได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายของกิจกรรมนั้นๆ
๕.การติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยไม่ละทิ้งประชาชน เมื่อกิจกรรมได้ถูกนำมาขับเคลื่อนโดยภาครัฐและความร่วมมือ ของกลุ่มคนต่างๆในลักษณะต่อเนื่อง การได้สร้างกิจกรรมการมีส่วนร่วมจนเสร็จสิ้นแล้ว ได้เป้าประสงค์ มีผลผลิตที่ชัดเจน การดำเนินก็จะต้องมีการติดตามผลงานของกลุ่มกิจกรรมต่างๆให้ปรากฏการดำเนินการอย่างสอดคล้องต่อเนื่อง โดยจะต้องมอบหมายการติดตามผลอย่างชัดเจนและมีการรายงานผลการติดตามให้โครงการนั้นๆได้ทราบและนำเอาผลการดำเนินการที่เป็นปัญหา นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยรัฐจะต้องแสดงออกให้ชัดว่าไม่ได้ทิ้งประชาชนอยู่ตามลำพัง
             ๖.การเข้าไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลาจริง การงานที่เข้าไปในช่วงเวลาที่เหมาะสมนั้นการจะมีส่วนที่จะช่วยให้การแสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชนได้มีผลมากยิ่งขึ้น และกิจกรรมที่เดินเข้าไปในช่วงเวลาจริงก็จะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นได้แก้ไขลงในเวลาอันรวดเร็ว นำไปสู่การสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มประชาชนที่มีร่วมมือและแสดงกิจกรรมร่วมกันอย่างจริงใจและจะทำให้เกิดการขยายผลของกลุ่มออกไป ในลักษณะเป็นเครือข่ายที่ดี เพราะเมื่อปัญหาถูกแก้ไขการดำเนินกิจกรรมอื่นๆก็สามารถดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ติดขัด หรือ สะดุดลงแต่อย่างใด
             ๗.การจัดการอย่างเร่งด่วนต่อปัญหาของชุมชน ในการแสวงหาความร่วมมือที่สำคัญมาก การสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชนและศรัทธาก็คงจะเป็นเรื่องการจัดการต่อปัญหาอย่างเร่งด่วนให้กับชุมชนหรือกลุ่มคนนั้นๆ ถึงแม้ว่าปัญหานั้นยังไม่ยุติลงได้อย่างง่ายก็ตาม แต่ประชาชนที่ได้ร่วมกิจกรรมก็จะได้ทราบถึงเจตนาของผู้เข้าไปดำเนินการในกิจกรรมที่จะต้องแสวงหาความร่วมมือนั้นได้ชัดเจนขึ้น อันเป็นตัวเร่งที่จะทำให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมได้มากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ
             ๘.ความจริงใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ร่วมปฏิบัติงาน เมื่อภาครัฐได้เข้าไปลงมือในการจัดกิจกรรในการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนได้แล้วความจริงใจ และการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ประชาชนยอมรับ ได้ในกิจกรรมนั้นๆ หากมองในทางกลับกันเมื่อเข้าเริ่มกิจกรรมคนจากภาครัฐไม่จริงใจต่อการทำงานร่วมกันแล้วก็เหมือนกับว่าความสำเร็จนั้นมิสามารถ ที่จะสร้างให้เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือภาครัฐใดก็ตามที่เข้าไปสู่ชุมชนหรือหมู่บ้านนั้นๆจะต้องมีการแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมที่ภาครัฐมีความจริงใจเกิดขึ้น และเป็นจุดเริ่มที่ดีที่สุดของกิจกรรมการมีส่วนร่วม
             ๙.การกำหนดให้เกิดแนวทางหลักของชุมชน เมื่อจะแสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน ภาครัฐจะต้องทำให้เกิดแนวทางหลัก ที่ชัดเจนให้กับชุมชน โดยมุ่งเน้น ประชาชนพึ่งพาตนเอง,สร้างความผูกพันให้เกิดขึ้นในกลุ่มย่อยและรู้สึกเป็นเจ้าของในกิจกรรมนั้น ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้ที่ได้ร่วมกับสร้างขึ้น อย่างเช่นการต้องการให้เกิดความเพียงพอในกิจกรรมใดๆ ก็จะต้องวางแนวทางหลักไว้ในเรื่องของการใช้งบประมาณและการร่วมกันลงแรงงานในการสร้างกิจกรรมนั้นๆให้เกิดขึ้นได้
             ๑๐.การสร้างภาวะผู้นำของชุมชนให้เข้มแข็งจากรุ่นสู่รุ่น ในสังคมไทยจะขาดมิได้คือผู้นำจากรุ่นสู่รุ่น สังคมของประชาชนในประเทศยังมีความต้องการในส่วนนี้อยู่ เมื่อได้มีการสร้างความร่วมมือออกมาได้แล้ว การที่จะรักษาให้คงสภาพเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืนนั้น จะต้องสร้างผู้นำจากกลุ่มเด็กและเยาวชนให้เป็นผู้นำที่ดีอย่างต่อเนื่องและเป็นผู้นำที่มีคุณภาพเข้าใจในเจตนาของการอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะผู้นำที่เกิดขึ้นได้จากท้องถิ่นนั้นๆก็จะทำให้เข้าใจต่อประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นๆอย่างแท้จริงเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้เกิดขึ้น อันเป็นการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่มาทดแทน
             ๑๑.การขยายเครือข่ายของชุมชนหรือหน่วยงาน เมื่อกลุ่มคนหรือประชาชนที่ได้รับการสร้างขึ้นและมุ่งเน้นในกิจกรรมที่อันนำไปสู่การแสวงหาความร่วมมือต่อทุกกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่องได้แล้ว การนำตัวอย่างจากชุมชนที่ดีที่สุดและสร้างแกนนำ เชื่อมโยงผู้นำของกลุ่มที่ดีให้มีโอกาสได้พบและปรึกษาพูดคุยกันจนทำให้เกิดขึ้นในลักษณะของเครือข่ายต่างๆขยายออกไปในวงกว้าง ความร่วมมือนั้นๆก็จะเกิดขึ้นอย่างทวีคูณ
             ๑๒.การติดต่อที่มีความสัมพันธ์แบบครอบครัว เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ลงไปสร้างกิจกรรมในชุมชนหรือกลุ่มคนจะต้องคำนึงถึงรูปแบบของความสัมพันธ์นั้นๆด้วย หากการส่งถ่ายความสัมพันธ์ของบุคคลไปสู่บุคคลได้ดีโดยการนำรูปแบบที่เป็นครอบครัว เป็นญาติพี่น้อง นับตั้งแต่การทักทายและพูดคุย สื่อความหมายต่างๆออกมาแบบครอบครัวก็จะทำให้ความสัมพันธ์ของผู้สร้างกิจกรรมและผู้รับใกล้ชิดกันมากขึ้น ก็เป็นลักษณะของตัวเร่งกิจกรรมได้ส่วนหนึ่ง
             ๑๓.การจัดกิจกรรมหลักที่มีผลโดยตรงต่อนโยบายรัฐอย่างมีประสิทธิภาพและวัดผลลัพธ์ได้ ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากกิจกรรม ก็จะแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ดำเนินการได้ใช้งบประมาณและมุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง เช่นกิจกรรมการต่อต้านยาเสพติดในกลุ่มเด็กหรือเยาวชน โดยมีโครงการต่างๆมากมายที่มุ่งเป้าหมายไปยังเด็กหรือเยาวชนได้หลุดพ้นจากวงจรของยาเสพติด
             ๑๔.การเมืองต้องไม่ปรากฏในชุมชน อุปสรรคที่สำคัญยิ่งคือความแตกแยกทางการเมืองจะต้องมิให้เกิดขึ้นในกลุ่มของประชาชนที่จัดทำกิจกรรมต่างๆในการแสวงหาความร่วมมือ เพราะจะเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก เพราะเริ่มต้นของการร่วมกิจกรรมด้วยปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองแล้วความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นย่อมไม่มี
             ๑๕.อำนาจรัฐที่ควรแบ่งปัน จะขาดมิได้เมื่อลงไปแสวงหาความร่วมมืออำนาจที่รัฐได้มอบมาให้ในการดำเนินกิจกรรมบางส่วน ตำรวจก็จะต้องแบ่งปันให้กับประชาชนเพื่อจะได้ร่วมกันสร้างความร่วมมือเกิดขึ้น เช่นการสร้างตำรวจบ้านหรือตำรวจอาสา ให้เกิดขึ้นและออกมาสร้างกิจกรรมในการป้องกันอาชญากรรม อำนาจในการตรวจค้นหรือแสดงกิจกรรมนำเอาสัญลักษณ์ของตำรวจให้ปรากฏในการออกตรวจท้องที่ก็ตามจะต้องพึ่งปรากฏอยู่ด้วย
             ๑๖.การดำรงอยู่ของความร่วมมืออย่างยั่งยืนและสมดุล สุดท้ายของเทคนิคในการแสวงหาความร่วมมือคือการสร้างสภาพความสมดุลของผู้คน,ประชาชนที่ได้ออกมาแสดงกิจกรรมในการร่วมมือนั้นๆ เกิดขึ้นด้วยการให้เกียรติต่อบุคคล ย่อมรับและนับถือ ตลอดจนการสร้างกิจกรรมที่สำคัญๆให้ปรากฏอย่างต่อเนื่อง เช่นการประชุมพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการและการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กิจกรรมมีอย่างต่อเนื่อง ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและการพัฒนาองค์ความรู้ให้เกิดขึ้น ความร่วมมือนั้นๆก็จะเกิดขึ้นในหมู่คน,กลุ่มคน อย่างไม่สิ้นสุด
             สรุปแล้วเทคนิคการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนก็คงจะไม่พ้นคำว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เจ้าหน้าที่ของรัฐพึ่งที่จะต้องมีองค์ความรู้ในกิจกรรมและขั้นตอนอย่างชัดเจน และเข้าสู่หัวใจของประชาชนได้อย่างแท้จริง เพื่อจะได้สร้างกิจกรรมอันเกิดจากความร่วมมือและสามารถที่จะพัฒนาจากเดิมให้ดีขึ้นไปสู่อีกรุ่นได้อย่างสมดุลและมั่นคง


-------------------------------

 smitten
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

joobeng25
Moderator
jaidee5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3282


ชีวิตจะยากเย็นเพียงใด ใจก็สู้ไม่หวั่น


เว็บไซต์
Re: เทคนิคในการแสวงหาความร่วมมือ
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2006, 21:03:46 »

 Smiley  ตอนผมไปอบรม ก็มีหลักสูตร คล้าย ๆ กับเรื่องนี้ เหมือนกันครับ คือ  ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน

              ในทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารจัดการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมของตำรวจ นั้น มีหลัก ๆ อยู่ 4 ทฤษฎี คือ

              หนึ่ง  ทฤษฎีการบังคับใช้กฎหมาย  คือ ใช้หลักการตามกฎหมายทุกอย่าง, ผิดก็ว่าไปตามตัวบทตัวอักษร  อาศัยการปรากฎตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจบ่อย ๆ เพื่อช่วยยับยั้งในการคิดจะทำผิดของคน

              สอง  ทฤษฎีตำรวจชุมชนสัมพันธ์  คือ ใช้หลักการให้ตำรวจเข้าไปเป็นมิตรกับประชาชน เพื่อประโยชน์ในการหาข่าว การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชน กับตำรวจ แต่ประชาชนอยู่ในฐานะผู้ให้ข้อมูลและผู้รับแนวคิดจากตำรวจเป็นหลัก ไม่เป็นลักษณะปฏิสัมพันธ์แบบสองทาง สองฝ่าย

              สาม   ทฤษฎีการควบคุมอาชญากรรมจากสภาพแวดล้อม     โดยจัดแบ่ง เหตุหรือโอกาสของก่ออาชญากรรม ไว้ว่า มาจากเหตุสองประการ คือ สภาพจิตใจของบุคคล และสภาพแวดล้อม  ซึ่งการแก้ไขก็ทำได้โดย อบรมให้ความรู้ ให้คนเกิดสภาพเกรงกลัวต่อการทำผิดกฎหมาย ถูกลงโทษทางสังคม    ส่วนเรื่องสภาพแวดล้อม ก็ โดยการควบคุมสภาพแวดล้อม ไม่ให้เอื้อต่อการก่ออาชญากรรม เช่น ติดตั้งเสาไฟฟ้า ติดทีวีวงจรปิด ใช้กฎหมายห้ามพกพาอาวุธ ครอบครองอาวุธ

              สี่  ทฤษฎีตำรวจผุ้รับใช้ชุมชน  คือ การเอาตำรวจไปอยู่ในชุมชน เรียนรู้ และปฏิบัติตัวอย่างคนธรรมดาสามัญ ในชุมชน นั้น ๆ เป็นการผูกมิตรต่อกัน รับฟังปัญหา และร่วมเข้าไปแก้ปัญหาให้กับชุมชน โดยร่วมกับคนในชุมชน อาจจะเป็นได้ทั้งบทบาทผู้นำ หรือผู้ปฏิบัติตาม

                    ซึ่ง ทฤษฎีที่สี่นี้แหละ ที่ตำรวจยุคปัจจุบันนำมาใช้  และกำลังให้ความสำคัญ ตามกระแสโลก กระแสการกระจายอำนาจด้วย โดยมองว่าเป็นเหมือนทฤษฎีใหม่ ในงามมวลชนสัมพันธ์   

             สำหรับผมนั้น คิดว่า ทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชน นี้ กำลังจะเป็นปัญหากับคนในชุมชน (นอกจากผลดีแล้ว)  เพราะปัจจุบันข้าราชการทุกหน่วย ต่างมองชุมชน เป็นแบบเดียวกันครับ คือ ให้ประชาชน เป็นศูนย์กลาง ทำงานบริการประชาชน ตามความต้องการของคนในชุมชน ซึ่ง จะเห็นแนวโน้มได้ว่า ข้าราชการหน่วยต่าง ๆ จะไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ จะต้องออกไปหาประชาชน เวลาไปหาก็ยังเป็นแบบเดิมคือ เรียกประชาชนมาพบ มาคุย มาซักถาม ... คงจะยากที่จะให้ข้าราชการลงไปใช้ชีวิตแบบชาวบ้าน ๆ กับคนในชุมชนได้ จริง ๆ (ยกเว้น ข้าราชการคนนั้น คือ ชาวบ้านจริง ๆ ของชุมชนนั้น)

            ผมจึงมองอีกมุมกลับว่า... ตำรวจไม่ควรจะไปทำตามแบบอย่างข้าราชการอื่น ๆ เราควรจัดการเชิงรุกมากกว่านี้ คือ อบรมข้าราชการที่จะเข้าไปในชุมชนแทน..(อิ อิ..พูดเล่นเหมือนพูดจริง) ไม่ไปทำอะไรกับชุมชน แต่ใช้วิธีการประชาสัมพันธ์แทน  หลังจากนั้นสำรวจความต้องการของชุมชน ว่าเขาต้องการอย่างไร ที่เป็นลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับชุมชนอื่น ๆ ปล่อยให้ชุมชนจัดการกันเอง เว้นเสียแต่ว่าชุมชนนั้นจะอยู่ในลักษณะวิกฤติจัดการกันเองไม่ได้

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Comes the knowledge!!
Fushiki dane, koko ni Futari ga aetekita.Kimi dake dakishimetei tai.
ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ทุกคนมีแต่เมื่อวานซึ่งไม่อาจย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอะไรได้ เหลือเพียงแต่วันนี้ ซึ่งหากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ก็ไม่ต้องกังวล ว่าชีวิตอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« previous next »
กระโดดไป:  

หน้าแรก ชุมชนคนใจดี !!  บอร์ด ชุมชนคนใจดี !!  อัลบั้ม ชุมชนคนใจดี !!  เกมส์ ชุมชนคนใจดี !!  แชทรูม ชุมชนคนใจดี !!

Choose your language : Thai  English

JAZ Airhostess  Pre Cadet 33  Police Cadet 49  Air Cadet 40

Powered by MySQL Powered by PHP
© 2005 Modified by v Cop Thailand
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!