ชุมชนคนใจดี !!
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
กันยายน 16, 2014, 10:56:03

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ค้นหา:     การค้นหาขั้นสูง
เรียน ผู้ที่จะสมัครสมาชิกใหม่ ตั้งแต่ 9 พ.ค. 51 เป็นต้นไป ทุกท่าน หลังจากท่านลงทะเบียนกรอกข้อมูลแล้ว ขอความกรุณาแจ้งข้อมูล 1. ชื่อ User ที่ลงทะเบียน 2. ชื่อ E-mail ที่ลงทะเบียน ไปที่ suthapa@gmail.com  เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลให้สามารถใช้เว็บไซต์ www.thaijaidee.com  ได้โดยเร็วต่อไป / ขอบคุณและสวัสดี
107169 กระทู้ ใน 11088 หัวข้อ โดย 453856 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: AlmaAltma
* บอร์ดรวม บอร์ดรวม บอร์ดรวม บอร์ดรวม บอร์ดรวม ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
+  ชุมชนคนใจดี !!
|-+  กลุ่ม เพื่อนๆ ในเครื่องแบบ ค่ะ
| |-+  บอร์ด นรต. 49 ตำรวจใจดี (ผู้ดูแล: joobeng25, chavanut, jak49, nop49)
| | |-+  กรณีความรุนแรงทางภาคใต้
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « previous next »
หน้า: 1 ... 3 4 [5] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: กรณีความรุนแรงทางภาคใต้  (อ่าน 5424 ครั้ง)
joobeng25
Moderator
jaidee5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3282


ชีวิตจะยากเย็นเพียงใด ใจก็สู้ไม่หวั่น


เว็บไซต์
Re: กรณีความรุนแรงทางภาคใต้
« ตอบ #60 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2006, 15:00:12 »

 :police:javascript:void(0);
police   หวังว่าคงยังไม่ลืมเหตุการณ์นี้กันไปแล้วนะครับ.... มีข้อมูลจากที่ไปอ่านมาฝากเพิ่มเิิิติมครับ... เขาเรียบเรียงมาให้เรียบร้อยดีแล้ว ติดตามไปด้วยกัน เพราะเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของไทย ต้องเล่าขานไปอีกนาน พอ ๆ กับสงครามโลกแต่ละครั้งเลยล่ะครับ

เปิดงานวิจัย 2 ปีไฟใต้

ตอนที่ 1 - ปริศนาแห่งความรุนแรง
   
งานวิจัย “ความรุนแรงเชิงโครงสร้างหรือโครงสร้างความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในรอบ 2 ปี (พ.ศ. 2547-2548)” โดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ
จิตร์ภิรมย์ศรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ถูกนำเสนอต่อคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(กอส.) ช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์เหตุและหาทางออกจากวังวนปัญหา


        ศูนย์ข่าวอิศรา ได้เรียบเรียงสาระสำคัญของงานวิจัยชิ้นดังกล่าว เป็น 3 ตอน โดยนำเสนอเป็นตอนแรก

เหตุแห่งปัจจัยไฟใต้

        วันที่ 4 มกราคม 2547 เป็นจุดเริ่มของแรงเหวี่ยงแห่งความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมิติใหม่ เกิดคดีบุกเข้าโจมตีปล้นปืนทหารเกือบ 400 กระบอก จากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส หลังจากนั้นความรุนแรงหรือที่เรียกว่า “ความไม่สงบ” ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง


       ความไม่สงบหรือความรุนแรงแสดงออกมาในรูปของการลอบยิง การโจมตี การวางระเบิด การวาง เพลิงและการก่อกวนด้วยวิธีการต่างๆ ความรุนแรงดังกล่าวนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิต การหลั่งเลือด ความตายและการบาดเจ็บสูญเสีย รวมทั้งบังเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของทั้งทางราชการและส่วนบุคคล

    สิ่งที่น่าจะให้ความสนใจก็คือ แบบแผนของการเกิดความรุนแรงที่มีลักษณะความเข้มข้น (intensity) อย่างเห็นได้ชัดเจนในปี พ.ศ. 2547 และปี พ.ศ. 2548

        นอกจากนี้แล้ว ลักษณะพิเศษความความรุนแรงที่มีลักษณะเข้มข้นดังกล่าว เกิดขึ้นทั้งจากการกระทำของฝ่ายที่มิใช่รัฐและความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐ

     ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ถ้าเริ่มนับเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาส (รวมทั้งสงขลาและสตูลในบางครั้ง) ในรอบ 11 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2536-2546 มีเหตุ การณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น 748 ครั้ง หรือเฉลี่ยปีละ 68 ครั้ง

       แต่ในปี พ.ศ. 2547 และ 2548 เหตุการณ์ความรุนแรงพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงฉับพลัน กล่าวคือในปี พ.ศ. 2547 เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง 1,843 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2548 เกิดเหตุ 1,703 ครั้ง รวมทั้งสองปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงหรือความไม่สงบ 3,546 ครั้ง


     โดยเฉลี่ยเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในรอบสองปีที่ผ่านมาปีละ 1,773 ครั้งหรือเดือนละ 147.75 ครั้ง กล่าวได้ว่าเหตุการณ์ที่เพิ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2547-2548 นี้นับเป็นอัตราเพิ่มสูง ขึ้นถึงร้อยละ 374 ของเหตุความไม่สงบในรอบ 11 ปีก่อนหน้านั้น 

      เมื่อพิจารณาจากภาพรวมทั้งหมด ในรอบ 13 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือระหว่างปี พ.ศ. 2536 ถึง 2548 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาส รวมทั้งพื้นที่จังหวัดสงขลาในบางส่วน เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่เรียกว่าความไม่สงบ เช่น การยิง การฆ่า การวางระเบิด การวางเพลิงและการก่อเหตุร้ายด้วยเจตนาทางการเมือง รวมทั้งสิ้น 4,294 ครั้ง

      ในเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เหตุร้ายที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2536-2546 รวม 748 ครั้งหรือคิดเป็นเหตุ การณ์ร้อยละ 17 ของเหตุการณ์ทั้งหมด แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2547 และ 2548 มีจำนวนถึง 3,546 ครั้งหรือคิดเป็นร้อยละ 83 ของเหตุการณ์ที่เกิดทั้งหมดในรอบ 13 ปี นี่เป็นเหตุที่ทำให้เราควรตั้งข้อสังเกตถึงความรุนแรงที่ปะทุขึ้นในระดับสูงอย่างโดดเด่น ฉับพลันและรุนแรงในรอบสองปีที่ผ่านมาว่าไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมดา   

       เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในรอบ 13 ปีดังกล่าวถ้านับเอาเฉพาะเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2548 อันเป็นปีเริ่มต้นของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และเป็นปีที่เกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมโจมตีตึก World Trade Center ที่กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติที่เรียกว่า “อัลกอดิดะห์”

        เราจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ความรุนแรงตั้งแต่ปีดังกล่าวจนถึงปี พ.ศ. 2548 เกิดขึ้นถึง 3,828 ครั้งหรือร้อยละ 89 ของเหตุการณ์ในรอบ 13 ปี นัยสำคัญของการพิจารณาแบ่งช่วงเวลาของเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะข้อสมมุติฐานที่ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากทั้งสาเหตุที่เป็นปัจจัยภายในและภายนอก กล่าวในอีกแง่หนึ่งสถานการณ์สากล

     ส่วนปัญหาอุดมการณ์ทางศาสนาอาจจะมีผลกระทบตามมาอย่างมากต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประกอบกับปัจจัยภายในที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายที่สำคัญในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยรัฐบาลมีการยุบเลิกหน่วยงานประสานนโยบายในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้คือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

        ปัจจัยทั้งสองอาจจะมีผลต่อความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมาก โดยมีเหตุปัจจัยอื่นที่เป็นตัวเสริมเช่น ปัญหาความไม่เป็นธรรมโดยรัฐ ปัญหาเศรษฐกิจสังคม ความยากจนด้อยโอกาส และปัญหาการศึกษา รวมทั้งปัจจัยอื่นๆเช่นปัญหายาเสพติด เศรษฐกิจนอกระบบและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เป็นต้น

     ปัจจัยที่ก่อให้เกิดกระแสความรุนแรงนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาวิเคราะห์โดยละเอียด เพื่อเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและกำหนดตัวแบบทางนโยบาย ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม

เป้าหมายและเหยื่อความรุนแรง
   
         ความหมายของความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็คือ การตายและบาดเจ็บของผู้คนจำนวนมาก ข้อมูลจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่ามีคนตายและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรอบสองปีระหว่างปี พ.ศ. 2547-2548 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,940 คน ในจำนวนนี้มีผู้ตาย 1,175 คน และบาดเจ็บ 1,765 คน

      ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ จำนวนคนตายจากเหตุการณ์ทั้งสองปีที่ผ่านมาเมื่อพิจารณาจากภูมิหลังการนับถือศาสนา คนไทยมุสลิมกลับเป็นผู้เสียชีวิตมากกว่าคนไทยพุทธ กล่าวคือคนมุสลิมเสียชีวิตจากเหตุการณ์ในระหว่างปี พ.ศ. 2547-2548 จำนวน 607 คนหรือเป็นจำนวนร้อยละ 51.7 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด

        ส่วนคนพุทธเสียชีวิตจำนวน 538 คนหรือเป็นร้อยละ 45.8 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในรอบสองปี (จำนวนที่เหลือไม่สามารถระบุได้) ในส่วนของผู้บาดเจ็บนั้น คนไทยพุทธมีจำนวนมากกว่า กล่าวคือคนพุทธได้รับบาดเจ็บจำนวน 1,085 คน หรือร้อยละ 61.5 ของผู้บาดเจ็บทั้งหมด ส่วนคนมุสลิมได้รับบาดเจ็บจำนวน 498 ตนหรือเป็นสัดส่วนร้อยละ 28.2 ของผู้บาดเจ็บทั้งหมดระหว่างปี พ.ศ. 2547-2548

      การที่คนมุสลิมเสียชีวิตค่อนข้างมากกว่าคนพุทธมีความหมายที่น่าพิจารณาก็คือ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นมีเป้าหมายที่รวมทั้งคนไทยพุทธ และไทยมุสลิม แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปคนมุสลิมกลายเป็นเหยื่อความรุนแรงค่อนข้างมากกว่า คนพุทธก็เป็นเหยื่อความรุนแรงเช่นเดียวกันแต่จะได้รับบาดเจ็บมากกว่า

   ทั้งนี้จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่แสดงในที่นี้รวมถึงเหตุการณ์ในกรณีวันที่ 28 เมษายน 2547 และกรณีตากใบในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน

      นอกจากคนมุสลิมจะมากกว่าแล้ว ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากภูมิหลังด้านอาชีพของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต คนที่กลายเป็นเหยื่อหรือเป้าหมายของการก่อความรุนแรงส่วนมากที่สุดจะเป็นประชาชนทั่วไปที่หาเช้ากินค่ำหรือผู้ประกอบอาชีพที่มิใช่ข้าราชการ จำนวน 471 คนในปี พ.ศ. 2547 และจำนวน 564 คนในปี พ.ศ. 2548 รองลงมาคือกลุ่มตำรวจจำนวน 247 คนไนปี 2547 และ 154 คนในปี 2548 กลุ่มที่ถูกกระทำเป็นกลุ่มที่สามคือทหาร


      การที่เป้าหมายสำคัญของผู้ที่ถูกกระทำที่กลายเป็นประชาชนทั่วไปแทนที่จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเช่นทหารหรือตำรวจ แสดงว่าการก่อเหตุความรุนแรงมีเป้าที่มิใช่อำนาจรัฐโดยตรง ซึ่งมีผลอย่างมากต่อความรู้สึกหวาดกลัวในหมู่ประชาชนในวงกว้าง

      ลักษณะเช่นนี้แตกต่างจากการก่อการร้ายโดยทั่วไปที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่เป้าหมายการโจมตีมักจะเป็นกลไกของรัฐ ความหมายในทางการเมืองของความรุนแรงจึงน่าจะกว้างและลึกกว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ตั้งแต่ยุคของการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

      นี่เป็นเหตุที่ทำให้เราต้องให้ความสนใจต่อสิ่งที่เป็นเป้าหมายและคุณค่าทางการเมืองของการก่อความรุนแรงครั้งนี้ว่า จะต้องมีแรงขับดันอย่างอย่างเป็นระบบ รุนแรงและชัดเจนยิ่งกว่าการต่อสู้ในอดีต

       นอกจากนี้ ยังน่าสังเกตด้วยว่าเหยื่อของความรุนแรงที่เป็นประชาชนทั่วไปในปี พ.ศ. 2548 ยังมีจำนวนสูงขึ้นกว่าปี พ.ศ. 2547 อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าความรุนแรงในปี พ.ศ. 2548 ได้มีแนวโน้มขยายเป้าหมายไปสู่ประชาชนทั่วไปมากขึ้นด้วย

         ยังมีต่ออีก.... smitten smitten smitten
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Comes the knowledge!!
Fushiki dane, koko ni Futari ga aetekita.Kimi dake dakishimetei tai.
ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ทุกคนมีแต่เมื่อวานซึ่งไม่อาจย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอะไรได้ เหลือเพียงแต่วันนี้ ซึ่งหากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ก็ไม่ต้องกังวล ว่าชีวิตอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
joobeng25
Moderator
jaidee5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3282


ชีวิตจะยากเย็นเพียงใด ใจก็สู้ไม่หวั่น


เว็บไซต์
Re: กรณีความรุนแรงทางภาคใต้
« ตอบ #61 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2006, 15:03:54 »


 ตอนที่ 2 – แกะรอยผู้ก่อการ


รรมของผู้ก่อ
        เมื่อมองโดยภาพรวม สิ่งที่น่าสนใจก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบสองปีนี้มีแนวโน้มของความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร การกระจายตัวไปตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เป็นอย่างไร และมีลักษณะยุทธวิธีการใช้ความรุนแรงอย่างไร


        ประเภทความรุนแรงที่ใช้มากที่สุดก็คือการยิงซึ่งในรอบสองปีมี 1486 ครั้งหรือร้อยละ 42 ของเหตุการณ์ทั้งหมด ตามมาด้วยการวางเพลิงมีจำนวน 736 ครั้งหรือร้อยละ 20 การวางระเบิดและขว้างระเบิด 510 ครั้งหรือร้อยละ 14 นอกจากนี้ยังมีการก่อกวนและสร้างสถานการณ์อีก 331 ครั้งหรือร้อยละ 9

      การก่อกวนนี้หมายถึงการวางตะปูเรือใบตามถนนและการทำลายข้าวของ เช่นพ่นสีตามป้ายสาธารณะหรือทุบทำลายเสาหลักกิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีวิธีการฆ่าสร้างความสยองขวัญโดยวิธีฆ่าตัดคอ จำนวน 16 ครั้งในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาแต่ก็สร้างข่าวคึกโครมและสร้างผลสะเทือนต่อจิตใจผู้คนมากแม้จะมีเพียงไม่กี่ครั้ง 

      ทั้งนี้เมื่อแยกรายจังหวัดและยุทธวิธีการก่อเหตุรุนแรง นราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีความรุนแรงสูงสุด มีเหตุการณ์การยิง 635 ครั้ง วาง เพลิง 305 ครั้ง และวางระเบิด 266 ครั้ง ตามมาด้วยปัตตานีมีการยิง 498 ครั้ง การวางเพลิง 243 ครั้ง และวางระเบิด 44 ครั้ง และยะลาเป็น จ.ที่มีการยิง 326 ครั้ง การวางเพลิง 183 ครั้งและวางระเบิด 129 ครั้ง น่าสนใจว่า จ.ยะลามีการวางระเบิดเกิดขึ้นมาก กว่าปัตตานีในระยะหลังโดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2548

       เมื่อดูเหตุการณ์ในภาพรวมและแยกเป็นรายเดือนในวงรอบ 24 เดือน ตั้งแต่มกราคม 2547 จนถึง ธันวาคม 2548 การยิงเป็นยุทธวิธีการก่อเหตุที่มากที่สุดในทุกเดือนในรอบสองปี การฆ่ารายวันที่เกิดขึ้นก็คือ การยิง ซึ่งยุทธวิธีหลักก็คือ ขี่รถมอเตอร์ไซด์มีมือสังหารซ้อนท้ายและปฏิบัติการล่าเหยื่อ การวางเพลิงเป็นยุทธวิธีที่ใช้มากเป็นอันดับสองแทบจะทุกเดือน

      แต่น่าสังเกตว่านับตั้งแต่มิถุนายน พ.ศ. 2548 มีเหตุการณ์การวางระเบิดเกิดขึ้นสูงอันดับสอง จุดเด่นที่เกิดขึ้นก็คือที่ จ.ยะลา การวางระเบิดทำให้มีจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บมากขึ้น ถึงแม้ว่าผลการวางระเบิดนี้จำนวนผู้เสียชีวิตจะไม่มากนัก แต่ก็แสดงให้เห็นว่า การก่อเหตุวางระเบิดยังไม่ถึงกับใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่หวังผลการทำลายที่รุนแรงสูงสุดเช่น การระเบิดพลีชีพ หรือเป้าหมายในพื้นที่สาธารณะ

      เป้าหมายที่สำคัญของการก่อเหตุระเบิดจึงน่าจะอยู่ที่เป็นอีกยุทธวิธีหนึ่งในการโจมตีเป้าหมายเฉพาะ สร้างความหวาดกลัวและตาดหวังผลทางการเมืองมากกว่า

  เมืองยะลาเป้าหมายการก่อการ
     เมื่อวิเคราะห์ให้ลึกในแง่พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของการก่อเหตุเป็นรายอำเภอใน จ.ปัตตานีพื้นที่เกิดเหตุมากที่สุด 3 ลำดับแรกก็คือ อ.เมืองปัตตานี  อ.ยะรังและ อ.หนองจิก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุการณ์ในเขตเมืองปัตตานีในรอบปี พ.ศ. 2548 กลับลดลงเป็นอย่างมากเมื่อเทียบจากปี 2547 เหตุการณ์ที่ อ.ยะรังและหนองจิกก็ลดลงเมื่อเทียบระหว่างปี 2547 กับปี 2548 เช่นกัน แต่ระดับความรุนแรงของทั้งสอง อ.ก็ยังคงมากอยู่เช่นเดียวกัน

        ในขณะเดียวกันพื้นที่เกิดเหตุในระดับสูงขึ้นมากในปี 2548 คือ อ.ยะหริ่งและมายอ ส่วนที่ จ.ยะลา อ.ที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงสูงสุด 3 ลำดับแรกคือ อ.เมืองยะลา  อ.รามันและ อ.บันนังสตา โดยทั้งสามพื้นที่ดังกล่าวมีเหตุการณ์เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบสถิติปี พ.ศ. 2547 กับปี พ.ศ. 2548 โดยเฉพาะที่ อ.เมืองยะลา และ อ.รามัน ที่ อ.รามันเหตุการณ์ความรุนแรงเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 133

        ส่วนที่ จ.นราธิวาสพื้นที่ที่มีเหตุการณ์มากที่สุด 3 ลำดับแรกคือ อ.ระแงะ  อ.สุไหงปาดีและ อ.รือเสาะ เหตุการณ์ที่ อ.ระแงะมีจำนวนลดลงกว่าเดิมเมื่อดูสถิติในปี 2548 แต่ที่ อ.รือเสาะกับ อ.สุไหงปาดีมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากขึ้นในปี 2548 โดยเฉพาะที่ อ.สุไหงปาดีซึ่งเหตุการณ์ความรุนแรงสูงขึ้นมากกว่าปี พ.ศ. 2547 ถึงร้อยละ 131


       กล่าวโดยสรุป เมื่อดูภาพรวมทุกอำเภอในทั้งสามจังหวัด พื้นที่ 5 ลำดับแรกที่มีความถี่ของเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นสูงสุดในรอบสองปี ปรากฏว่า อ.เมืองยะลากลายเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากที่สุด (305 ครั้ง) รองลงมาคือ อ.รามัน จ.ยะลา (240 ครั้ง)  อ.ระแงะ (230 ครั้ง) และ  อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส (222 ครั้ง)  อ.เมือง จ.ปัตตานี (198 ครั้ง) ลักษณะเด่นของเหตุการณ์สะท้อนลักษณะของสังคม มีจุดเน้นต่างกันตามเงื่อนไขสังคม เหตุความรุนแรงใน จ.ยะลาและปัตตานี เกิดขึ้นหนักในพื้นที่ที่มีความเป็นเมืองและกึ่งเมือง ส่วนเหตุการณ์ในนราธิวาสเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในพื้นที่ชนบทมากกว่าเขตเมือง 

ผลของความรุนแรงและปฏิกิริยาตอบโต้
      การที่เหตุการณ์เคลื่อนตัวไปตามสภาพพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ในลักษณะที่ต่างกันภายในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาอาจจะแสดงให้เห็นอิทธิพลของตัวแปรสองกลุ่มคือ ลักษณะโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจ องค์ประกอบในด้านเครือข่ายการเคลื่อนไหว ทิศทางการเคลื่อนไหวและจุดเน้นของผู้ก่อเหตุความรุนแรง พื้นที่ที่มีระดับของการเคลื่อนไหวของฝ่ายก่อการมากอาจเป็นจุดที่มีลักษณะพิเศษของโครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจและโครงสร้างของการปฏิบัติการหรือฐานการสนับสนุนรองรับอยู่มากกว่าหรือเข้มแข็งกว่าที่อื่น

    แต่ในอีกด้านหนึ่งตัวแปรด้านนโยบายและมาตรการของรัฐในการปราบปรามและจัดการกับวิกฤติ ก็อาจจะเป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่ทำให้เกิดผันแปรของพื้นที่และระดับความรุนแรงในรอบสองปีที่ผ่านมาด้วย เพราะสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นผลมาจากอิทธิพลของตัวแปรทั้งเชิงโครงสร้าง และพลังสองฝ่าย (อำนาจรัฐและฝ่ายต่อต้าน) ที่ก่อปฏิกิริยาตอบโต้กัน

      ตัวอย่างเช่นการปรับยุทธวิธีการปฏิบัติการตอบโต้ของฝ่ายรัฐ มาตรการทางการทหาร การไล่ล่าจับกุม รวมทั้งมาตรการการเมือง การเยียวยาผู้เสียหาย งานมวลชนในพื้นที่และการใช้นโยบายสมานฉันท์ในบางสถานการณ์อาจจะทำให้สถานการณ์ความรุนแรงเปลี่ยนรูปแบบไป มีการขยับเคลื่อนพื้นที่ของการก่อเหตุความรุนแรงและเปลี่ยนแปลงระดับความรุนแรงในต่างพื้นที่ ดังนั้น สถานการณ์การต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายในระดับท้องถิ่นจึงเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาเป็นอย่างมากในการเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

        ประเด็นที่น่าจะต้องให้ความสนใจอย่างมากก็คือ นอกจากปฏิบัติการที่รุนแรงของฝ่ายต่อต้าน มาตรการตอบโต้ของฝ่ายรัฐก็น่าจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งมาตรการนี้แสดงออกในสองลักษณะ

        ด้านหนึ่ง การใช้ความรุนแรงเพื่อปราบปรามและกำจัดฝ่ายตรงข้ามอาจจะยับยั้งปฏิบัติการความรุนแรงในพื้นที่เฉพาะได้บางระดับและชั่วคราว แต่ถ้ากระทำเกินเหตุ ไม่มีเหตุผล ผิดพลาดหรือไม่มีความชอบธรรมจะทำให้เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนสูงและมีผลทำให้การขยายตัวของความรุนแรงลุกลามบานปลายออกไป เนื่องจากปฏิบัติการของรัฐไปกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ และมีผลทางจิตใจต่อประชาชนซึ่งมีพื้นฐานความไม่พอใจต่อรัฐไทยอยู่แล้ว โอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงในลักษณะดังกล่าวจะสูงมากทุกๆ ครั้งที่รัฐก่อความรุนแรงและมีผลลบทวีคูณอยู่ตลอดเวลา

       อีกด้านหนึ่งมาตรการเชิงนโยบาย มาตรการทางการเมืองเช่นโครงการพัฒนาในด้านต่างๆ การปรับโครงสร้าง นโยบายสมานฉันท์ การเยียวยาความเจ็บปวด การทำงานมวลชนของหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ มีผลในทางบวกที่ทำให้ความรุนแรงและผู้ก่อเหตุความรุนแรงกลายเป็นผู้ไร้อำนาจในการปฏิบัติการและหมดอิทธิพล (neutralized capacity) ผลที่ตามมาในระยะยาว การแก้ปัญหาในทางการเมืองก็จะทำได้ง่ายกว่า และการใช้ความรุนแรงก็จะลดระดับลงได้

       แบบแผนที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเทียบระดับของความรุนแรงในรอบสองปี มีร่องรอยบางอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงของทั้งปี พ.ศ. 2547 และ 2548 เมื่อเทียบเป็นรายเดือนมีลักษณะและระดับใกล้เคียงกันในช่วงครึ่งปีแรก จากนั้นระดับความรุนแรงในปี 2548 ลดลงเล็กน้อยในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนนโยบายและมาตรการบาง อย่างของรัฐบาลที่หันมาทางสันติวิธีและใช้การเมืองนำการทหาร เกิดคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ และมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการและการวางกำลังในพื้นที่

      อย่างไรก็ดี ระดับความรุนแรงพุ่งสูงขึ้นอีกในช่วงกลางปีจนถึงเดือนมิถุนายนจากนั้นก็ลดลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และก็เริ่มขยับขึ้นอีกครั้งหลังเดือนกันยายนจนถึงเดือนพฤศจิกายนก็พุ่งสูงอีกครั้ง

      ส่วนในตอนปลายปีเดือนธันวาคมความรุนแรงก็ลดต่ำลงอย่างมากเพราะเป็นช่วงฝนตกหนักและน้ำท่วม เหตุการณ์ดูเหมือนว่าจะเคลื่อนตัวขึ้นๆลงๆเป็นคลื่น แต่เมื่อดูภาพแนวโน้ม (trend) การเคลื่อนตัวของเหตุการณ์ความรุนแรงแบบอนุกรมเวลาในรอบ 24 เดือนตั้งแต่มกราคม 2547 จนถึงธันวาคม 2548

        สิ่งที่เห็นชัดด้วยสายตาก็คือ แนวโน้มที่เพิ่มระดับความรุนแรงนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2547 ถึงเดือนมิถุนายน 2548 หลังจากที่พุ่งขึ้นสูงสุด ในช่วงต้นปี 2547 จากนั้นก็เริ่มตกลงอีกครั้งในช่วงปลายปี พ.ศ.2548 

       เมื่อดูที่สภาพพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เราจะเห็นการกระจายตัวและความหนาแน่นของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบสองปีของ พ.ศ. 2547 และ 2548 ภาพจากระบบข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์หรือ GIS แสดงให้เห็นว่า จุดของการเกิดเหตุในรอบสองปีมีลักษณะการกระจายไปหลายพื้นที่ใน จ.ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส และบานปลายไปถึงบางส่วนของ จ.สงขลาคือ
อ.สะบ้าย้อย  อ.นาทวี  อ.จะนะ  อ.นาหม่อมและเมืองสงขลา ปัจจัยที่ทำให้ความรุนแรงกระจายในวงกว้างและครอบคลุมทุกพื้นที่เพราะการใช้ยุทธวิธีลอบยิงของผู้ก่อเหตุซึ่งสูงมากถึง 1,300-1,400 ครั้งในรอบสองปีดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

      เมื่อดูลักษณะเฉพาะของการกระจายตัวของเหตุการณ์ความรุนแรงในแต่ละ จ. แบบแผนการเกิดความรุนแรงในแต่ละพื้นที่ก็แสดงให้เห็นความแตกต่างกันบางอย่างซึ่งสะท้อนลักษณะโครงสร้างทางสังคมและอาจจะสะท้อนลักษณะการจัดตั้งของโครงสร้างเครือข่ายการปฏิบัติการของผู้ก่อเหตุความรุนแรง

        แบบแผนการก่อเหตุความรุนแรงใน จ.ปัตตานีในรอบสองปี กระจายตัวออกในพื้นที่วงกว้าง หรืออาจจะทุกพื้นที่ใน จ.ปัตตานี แม้ว่าในพื้นที่ อ.เมืองปัตตานีจะมีเหตุเกิดสูงโดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2547 แต่ก็เกิดโดยรอบนอกพื้นที่เขตเทศบาล นอกจากนั้นจะกระจายไปทั่วทั้งเขต จ.มีจุดเน้นที่ อ.ยะรัง  อ.หนองจิก  อ.สายบุรีและ อ.ยะหริ่ง

        อาจจะสรุปได้ว่า ความรุนแรงมีแบบแผนกระจายรอบนอกเขตเทศบาลปัตตานีลักษณะคล้ายวงแหวนรอบเขตชุมชนเมืองที่เป็นศูนย์กลางหรืออาจจะเรียกว่าวงแหวนปัตตานีก็ได้ ส่วนที่ยะลาจากภาพจะเห็นได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในเขตใจกลางเมืองยะลาส่วนมากและยังมีจุดเข้มข้นอีกจุดที่ อ.รามันซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองยะลาไปทางทิศตะวันออก

     จากนั้นจุดการเกิดเหตุก็กระจายไปตามเส้นทางเป็นแนวยาวไปทางใต้ผ่าน อ.กรงปินัง  อ.บันนังสตา อ.ธารโตและบางส่วนที่ อ.เบตง แบบแผนการกระจายจุดเกิดเหตุในพื้นที่คล้ายรูปกริชมีด้ามและฐานอยู่ที่เมืองยะลาและ อ.รามัน หันปลายแหลมไปทาง อ.เบตง แบบแผนลักษณะการก่อเหตุรุนแรงใน จ.นราธิวาสมีลักษณะพิเศษที่อาศัยพื้นที่ที่มิใช่เขตเมืองเป็นจุดศูนย์กลางแต่มีจุดเกิดเหตุทีสำคัญอยู่ที่สามพื้นที่คือ อ.ระแงะ อ.สุไหงปาดีและ อ.รีอเสาะ โค้งไปตามแนวเทือกเขาเหมือนแนวพระจันทร์เสี้ยว


           ยังมีต่ออีกนิด smitten smitten smitten smitten
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Comes the knowledge!!
Fushiki dane, koko ni Futari ga aetekita.Kimi dake dakishimetei tai.
ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ทุกคนมีแต่เมื่อวานซึ่งไม่อาจย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอะไรได้ เหลือเพียงแต่วันนี้ ซึ่งหากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ก็ไม่ต้องกังวล ว่าชีวิตอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
joobeng25
Moderator
jaidee5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3282


ชีวิตจะยากเย็นเพียงใด ใจก็สู้ไม่หวั่น


เว็บไซต์
Re: กรณีความรุนแรงทางภาคใต้
« ตอบ #62 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2006, 15:06:33 »


  ใครเป็นคนทำ : การแยกประเภทสถานการณ์
     แบบแผนของความรุนแรงที่เกิดในพื้นที่ต่างๆทำให้เกิดคำถามที่ตามมาว่า เราสามารถบ่งชี้ได้หรือไม่ว่า ใคร ? บุคคลกลุ่มใดและพลังทางสังคมอะไร ? ที่เป็นตัวแปรสำคัญทำให้เกิดเหตุความรุนแรงอย่างมากมายและซับซ้อนในพื้นที่แห่งนี้ ประเด็นการวิเคราะห์ที่จะต้องทำก็คือ แยกประเภท สาเหตุและแรงจูงใจในเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้น


    การแยกสาเหตุของความรุนแรงในที่นี้จะต้องอาศัยการแยกแยะด้วยวิธีการเชิงประจักษ์ที่น่าเชื่อถือพอสมควร อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมามีคำอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดในภาคใต้ว่า เกิดจากหลายสาเหตุจนไม่อาจจะเหมารวมว่า เป็นเรื่องของการกระทำโดยขบวนการผู้ก่อความไม่สงบทั้งหมดได้

    หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าการดำเนินนโยบายของรัฐเองในการกำจัดหรือยับยั้งฝ่ายตรงข้าม บวกกับความผิดพลาดในการปฏิบัติการที่ไม่อาศัยวิธีทางกฎหมายก็เป็นผลทำให้เกิดการก่อความรุนแรงหรือการเก็บอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งอาจจะผิดตัวหรือถูกตัวก็ได้ ปัจจัยดังกล่าวก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวเร่งความรุนแรงในพื้นที่

     ทั้งนี้การวิจัยเพื่อเก็บข้อมูลว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุร้ายในแต่ละครั้งเป็นเรื่องยาก เพราะประชาชนทั่วไปมักจะไม่รู้ข้อมูลด้านลึก หรือไม่กล้าเผยความจริงแม้จะรู้เรื่องดังกล่าวก็ตาม ซึ่งกรณีของงานวิจัยชิ้นนี้ ทางทีมงานใช้วิธีการประมวลรายงานข่าวเหตุการณ์จากหนังสือพิมพ์รายวัน โดยเก็บรายละเอียดเหตุการณ์ บุคคลและสถานที่ ลักษณะรายละเอียดของเรื่องราวในแต่ละกรณี และนำมาตรวจซ้ำกับฐานข้อมูลของทางราชการอาทิ ข้อมูลของตำรวจ โดยกองกำกับการตำรวจภูธรภาค 9 ในเว็บไซด์ของตำรวจและตรวจกับฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.)

      ผู้วิจัยได้แยกประเภทเหตุการณ์ได้เป็นสามกรณีคือ

    1) การกระทำของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบ หรือผู้ก่อการร้าย ขบวนการแยกดินแดน หรือ “พวกนั้น” ตามการเรียกของชาวบ้าน

   2) การเกิดเหตุการณ์เพราะเรื่องส่วนตัว ชู้สาว ขัดผลประโยชน์ แก้แค้นส่วนตัว อาชญากรรมและเรื่องส่วนตัวต่างๆ

    3) กรณีที่ระบุเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่เพื่อเก็บฝ่ายตรงข้ามหรือภาระกิจการต่อต้านการก่อการร้าย

       ผลสรุปการศึกษาพบว่า จากจำนวนเหตุการณ์ที่เกิดความรุนแรงต่อบุคคลทำให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมทั้งหมด 1,435 เหตุการณ์ในพื้นที่ จ.ปัตตานี ยะลาและนราธิวาสระหว่างปี พ.ศ. 2547-2548 โดยเป็นเหตุการณ์ที่เชื่อว่าเกิดจากการกระทำของผู้ก่อความไม่สงบ 1,221 กรณีหรือร้อยละ 85 ของเหตุการณ์ที่ศึกษาทั้งหมด เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อว่าเกิดจากเรื่องส่วนตัว อาชญากรรมและยาเสพติด 175 กรณี หรือร้อยละ 12 ข้อมูลที่น่าสนใจพิจารณาก็คือ มีกรณีที่ระบุว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐต่อแกนนำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอยู่ 39 กรณีหรือร้อยละ 3 ของเหตุการณ์ทั้งหมด

        เมื่อแยกความชุดของเหตุการณ์ในแต่พื้นที่พบว่า  จ. ยะลามีเหตุการณ์ที่ผู้ให้ข้อมูลเชื่อว่าเกิดจากผู้ก่อความไม่สงบมากที่สุด (331 กรณี หรือร้อยละ 92) รองลงมาคือนราธิวาส (519 กรณีหรือร้อยละ 83) และปัตตานี (371 กรณีหรือร้อยละ 81)

        ในอีกด้านหนึ่ง พื้นที่ที่มีสัดส่วนการรายงานเรื่องการเกิดเหตุร้ายเพราะเรื่องส่วนตัวมากที่สุดคือ  จ.ปัตตานี (72 กรณีหรือร้อยละ 16) รองลงมาคือนราธิวาส (78 กรณี ร้อยละ 13) และยะลา (25 กรณีหรือร้อยละ 7)

       ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือการก่อเหตุความไม่สงบที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ใน จ.นราธิวาสมีรายงานดังกล่าวจำนวนมากที่สุด (24 กรณี หรือร้อยละ 4) รองลงมาคือ จ.ปัตตานี (13 กรณีหรือร้อยละ 3) และยะลา (2 กรณีหรือร้อยละ 1)

      ข้อมูลในส่วนการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่นี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวมาก มีความเป็นไปได้มากที่เป็นเป็นรายงานที่ต่ำกว่าความเป็นจริง (underreported) ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบซ้ำอีกรอบหนึ่งเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 smitten smitten smitten smitten smitten
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Comes the knowledge!!
Fushiki dane, koko ni Futari ga aetekita.Kimi dake dakishimetei tai.
ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ทุกคนมีแต่เมื่อวานซึ่งไม่อาจย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอะไรได้ เหลือเพียงแต่วันนี้ ซึ่งหากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ก็ไม่ต้องกังวล ว่าชีวิตอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
joobeng25
Moderator
jaidee5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3282


ชีวิตจะยากเย็นเพียงใด ใจก็สู้ไม่หวั่น


เว็บไซต์
Re: กรณีความรุนแรงทางภาคใต้
« ตอบ #63 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2006, 15:11:42 »


ตอนที่ 3 –ทางออกของความรุนแรง


ปฏิบัติการแห่งความรุนแรง: ความรุนแรงอย่างมีโครงสร้าง
จากข้อมูลเชิงคุณภาพในระดับชุมชนที่ค้นพบจากการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นร่องรอยของการเคลื่อนตัวของความรุนแรงในระดับจุลภาคที่ส่งผลให้เกิดการปะทุขึ้นมาของรูปธรรมแห่งความรุนแรงที่สังเกตเห็นได้ในภาพระดับมหภาคดังที่แสดงข้อมูลไปในตอนต้น

      สิ่งเหล่านี้ก็คือ ปฏิบัติการอย่างมีระบบและแบบแผนของทั้งฝ่ายผู้ก่อการต่อต้านรัฐและฝ่ายรัฐ


      ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นทั้งความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (เป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง) และเป็นความรุนแรงอย่างมีโครงสร้าง

        กล่าวคือ ตัวของปฏิบัติการความรุนแรงก็มีระบบ การจัดการ การเตรียมการและกำหนดเป้าหมายและการเตือนล่วงหน้าอย่างค่อนข้างชัดเจนและเป็นระบบ สามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้
      1.การลอบสังหาร
      เป้าหมายในการลอบสังหาร จำแนกได้ดังนี้
       - เจ้าหน้าที่รัฐในหมู่บ้าน ประกอบด้วย อส. ครู ตำรวจชุมชน ชรบ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร (ลูกจ้างกอ.สสส.จชต.) แพทย์ประจำตำบล ข้าราชการบำนาญ (อดีตตำรวจ ทหาร ทหารพราน)  เป้าหมายเหล่านี้ถูกกำหนดให้เป็นเป้าสังหารเป็นระยะๆ ตามห้วงเวลาที่ฝ่ายผู้ก่อการกำหนดเช่น บางห้วงเวลากำหนดให้กระทำต่อ อส. ต่อมาเป็นตำรวจชุมชนและครูเป็นต้น

     - สายลับในหมู่บ้าน แบ่งเป็นแหล่งข่าวภายในหมู่บ้านซึ่งเป็นสายข่าวของตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง จากรายงานพบว่าแหล่งข่าวบางคนเป็นสายลับให้ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ในคราวเดียวกัน ทำให้เสียลับต่อกลุ่มผู้ก่อการได้อย่างง่ายดาย แหล่งข่าวจากภายนอกหมู่บ้านที่อำพรางตัวเข้าปฏิบัติการหาข่าวในหมู่บ้านโดยกระทำทั้งในลักษณะที่ไปฝังตัวในพื้นที่เป้าหมาย หรืออาศัยรูปแบบต่างๆ อำพรางตัวเองเข้าไปหาข่าวเป็นระยะๆ อาทิ เป็นเจ้าหน้าที่องค์การโทรศัพท์ คนขายหนังสือพิมพ์ ขายลูกชิ้น พ่อค้าขายของเร่ คนรับจ้างทั่วไปเป็นต้น

      - กลุ่มต่อต้านภายในหมู่บ้าน กลุ่มนี้ประกอบด้วย อิหม่าม อุสตาซ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนทั่วไปที่เคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มก่อความไม่สงบในหมู่บ้าน โดยมีรูปแบบการเคลื่อนไหวคือ การคุตบะฮ์ การดะวะฮ การจัดรายการวิจารณ์ผ่านวิทยุท้องถิ่น การวิจารณ์ตามสถานที่ต่างๆซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้อาจกระทำการด้วยความบริสุทธิ์ใจของตนเองหรืออาจมีความร่วมมือกับรัฐ

      - ผู้กลับใจ มีหลายกรณีที่เคยเป็นผู้ร่วมในกลุ่มก่อความไม่สงบ ต่อมาได้ถอนตัวและเข้าร่วมงานกับเจ้าหน้าที่รัฐ

    - ผู้บริสุทธิ์ คนส่วนนี้มักจะเป็นผู้มีอายุมาก ส่วนใหญ่เป็นคนนับถือศาสนาพุทธ ตกเป็นเป้าหมายของสมาชิกใหม่ของหน่วยจัดตั้งเพื่อทำการทดสอบด้วยการลงมือปฏิบัติการจริง และมีเป้าหมายทางการเมืองในลักษณะเชิงซ้อนในคราวเดียวกันเพื่อสร้างความหวาดกลัวและกดดันคนไทยพุทธให้ออกนอกพื้นที่ แต่เป้าหมายที่แท้จริงน่าจะเป็นการสร้างนักรบรุ่นใหม่

      แบบแผนและขั้นตอนในการลอบสังหาร รายงานข้อมูลทำให้พบแบบแผนที่สำคัญคือ การเตือนเป้าหมายก่อนทำการสังหาร โดยมีขั้นตอนดังนี้

     - การเตือนทั่วไป จำแนกได้เป็น

      การเตือนเป้าหมายโดยตรง มีรูปแบบคือ ส่งคนไปเตือนเป้าหมายโดยตรงถึงบ้าน การเรียกเป้าหมายมาตักเตือน และการโทรศัพท์เตือน การเตือนในรูปแบบเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นการเตือนให้ยุติพฤติกรรมการเป็นสายลับให้เจ้าหน้าที่รัฐ

        การเตือนโดยทางอ้อม มีรูปแบบคือ กระทำโดยจดหมาย ข่าวลือ และใบปลิว การเตือนในรูปแบบนี้ เป็นการเตือนโดยรวม อาทิ เตือนให้อยู่ห่างจากเจ้าหน้าที่รัฐและสถานที่ราชการที่ตกเป็นเป้าหมาย เตือนให้ออกนอกพื้นที่ เตือนให้ยุติการทำงานให้รัฐ เป็นต้น ที่น่าสังเกต คือ หลังจากมีการเตือนในขั้นตอนสุดท้ายแล้วจะมีการสังหารเป้าหมายในทุกกรณีและภายหลังการสังหารกลุ่มผู้ก่อการจะทิ้งใบปลิวหลังสังหารเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงสาเหตุที่ต้องสังหาร และห้ามผู้รู้เห็นแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย

        การเตือนครั้งสุดท้าย ในระยะแรกของการก่อเหตุความรุนแรงการเตือนครั้งสุดท้ายกระทำโดยจดหมาย ต่อมาได้เปลี่ยนไปเป็นการใช้สัญลักษณ์แห่งความตายและงานศพแทน เช่น การใช้ไข่เน่า ข้าวสารและผ้าขาว ข้าวสารและไข่ ไข่และผ้าขาว ส่งไปยังเป้าหมายหรือญาติของเป้าหมาย 
ภายหลังเป้าหมายได้รับการเตือนครั้งสุดท้ายดังกล่าว ก็จะถูกสังหารในเวลาต่อมา และเป็นที่ประจักษ์ว่า คนในชุมชนทั้งหมด เป้าหมายและครอบครัวของเป้าหมายรับรู้สถานการณ์และขั้นตอนแห่งการเตือนที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ไม่อาจป้องกันการลอบสังหารได้ แม้จะถูกเตือนเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก็ตามและ ส่วนใหญ่จะมีผู้เห็นเหตุการณ์การเคลื่อนไหวของฝ่ายก่อการเพื่อกุมสภาพการเคลื่อนไหวของเป้าหมายและที่พักอาศัยของเป้าหมายก่อนลงมือสังหารแต่ก็ไม่อาจป้องกันได้

      ภายหลังลงมือสังหาร ผู้เห็นเหตุการณ์เกือบทุกกรณีสามารถระบุพื้นที่ที่มาของผู้ลงมือได้ อาทิ เป็นพื้นที่เดียวกับที่เป้าหมายอยู่อาศัย เป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกับพื้นที่ที่เป้าหมายอาศัยอยู่ และเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์รุนแรงบ่อยครั้งนอกจากนี้ยังสามารถระบุเส้นทางหลบหนีได้ด้วย

      สรุปเฉพาะกรณีที่เป็นสายลับทั้งที่มาจากภายในและภายนอกนั้น ส่วนใหญ่เป็นแหล่งข่าวของหลายหน่วยงานพร้อมกัน ชาวบ้านเองก็สงสัยในพฤติกรรม โดยเฉพาะสายลับที่มาจากภายนอกนั้นหลายรายชาวบ้านไม่รู้จักผู้ตายมาก่อน

2.การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

     มีหลายกรณีจากรายงานที่ระบุว่า การสังหารเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ คือ
      -ผู้ตายถูกระบุว่าเป็นแกนนำหรือกลุ่มผู้ก่อการ
      -เจ้าหน้าที่เคยเรียกไปสอบหลายครั้งก่อนมีการสังหาร
      -เจ้าหน้าที่แวะเวียนไปที่บ้านของเป้าหมายเป็นระยะๆ
    -ชาวบ้านระบุยานพาหนะที่ใช้ได้ว่าเป็นของเจ้าหน้าที่ และกลุ่มคนที่ลงมือปฏิบัติการถูกระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ร่วมในชุดปฏิบัติการด้วย จำยานพาหนะที่ใช้ในการสังหารได้แต่ระบุว่าคนขับและคนลงมือเป็นคนแปลกหน้า ในบางกรณีระบุว่าคนลงมือสังหารไม่ใช่คนในพื้นที่แต่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ (กรณีที่ระบุเป็นคนแปลกหน้าและไม่ใช่คนในพื้นที่ อาจหมายถึง เจ้าหน้าที่จากส่วนอื่นที่เข้าปฏิบัติการ)

        3.การแก้แค้นส่วนตัว

     จากรายงานพบว่า เป็นปัญหาความขัดแย้งโดยทั่วไประหว่างบุคคล เช่นปัญหาเรื่องชู้สาว ปัญหามรดก แสดงตัวเป็นผู้มีอิทธิพลแอบอ้างว่าเป็นคนของเจ้าหน้าที่ บางกรณีพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีพฤติกรรมชอบรีดไถ ความขัดแย้งทางด้านธุรกิจ เรื่องหนี้สิ้น เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น การเมืองท้องถิ่น ซึ่งกรณีทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นที่รับรู้ของชุมชนเช่นกัน บางกรณีก็มีแบบแผนคล้ายกับการสังหารสายลับ เช่น กรณีปัญหาชู้สาว ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องจะเรียกมาตักเตือน พี่ชายของผู้เสียหายได้ไปดูหน้าฝ่ายชายถึงที่ทำงานพร้อมขู่เอาชีวิตหากไม่เลิกพฤติกรรม

        4.การลอบวางระเบิด

      การวางระเบิดจำแนกได้เป็น การกระทำต่อเป้าหมายที่ทำการลาดตระเวนและให้การคุ้มครองครู ด่านลอยที่ตั้งฐานทหารและสถานที่ต่างๆ สรุปรูปแบบสำคัญได้คือ
           -กระทำต่อเป้าหมายที่เคลื่อนไหวจนปรากฏเป็นกฎเกณฑ์ เช่น มีระยะเวลาที่แน่นอนในการผ่านจุดกำหนด, แวะพักในสถานที่เดิม, ตั้งด่านลอยเพื่อทำการตรวจค้นในสถานที่เปลี่ยวเป็นประจำ
     -ฝ่ายก่อการใช้รูปแบบการหยุดซ่อมรถจักรยานยนต์ใกล้สถานที่วางระเบิด ใช้เยาวชนชายและหญิงทำการวางระเบิดใกล้เป้าหมายโดยการอำพรางเป็นเรื่องชู้สาว อำพรางชุดปฏิบัติการวางระเบิดด้วยการแต่งกายเป็นเยาวชนไทยพุทธ (ใส่กางเกงขาสั้น) อนึ่งในรายงานพบว่าในการกระทำแต่ละครั้ง จะมีการวางจุดเพื่อกุมสภาพเป้าหมาย เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยในหลายจุดให้กับผู้ทำการวางระเบิดด้วย
        -เป็นสถานที่และร้านค้าที่เป็นที่ชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อการหาข่าว
      -การวางระเบิดในเขตเส้นทางในชนบท ซึ่งมักจะมีประชาชนพบเห็นชุดปฏิบัติการวางระเบิดด้วยการอำพรางด้วยการขุดหาจิ้งหรีดซึ่งเป็นพฤติกรรมโดยทั่วไปของเยาวชน
      -ในระยะหลัง ภายหลังการระเบิดพบว่า ฝ่ายผู้ก่อการได้ส่งคนเข้ามาถ่ายรูป “ผลการระเบิด” ด้วย

      ตัวอย่างของความรุนแรง

     1.กรณีวางระเบิดสะพานและเผาป้อมตำรวจทางหลวง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี จากรายงานพบการเคลื่อนไหวคุมสภาพสถานที่เป้าหมายอย่างต่อเนื่องคือ

     มีการส่งเยาวชนเข้าคุมสภาพเป้าหมายสะพานแต่ละแห่งอย่างต่อเนื่องทั้งทางบก (บนสะพาน) และทางน้ำ (โดยเรือ) รายงานระบุว่า มีกลุ่มวัยรุ่นรวมกลุ่มบริเวณสะพานเป้าหมายทั้งโดยการตกปลาตลอดทั้งวันและนอนบริเวณสะพานเป้าหมายด้วย ทางน้ำพบกลุ่มชายวัยกลางคนลอยเรือตกปลาบริเวณสะพานก่อนเกิดเหตุตลอดทั้งวัน ซึ่งรายงานระบุว่าโดยปกติแล้วคลองนี้ไม่มีปลา พบวัยรุ่นพร้อมชายวัยกลางคนลอยเรือตกปลาในสะพานอีกแห่งตลอดวันเช่นกัน และพบวัยรุ่นลอยเรือตกปลาตลอดทั้งวันในสะพานอีกแห่งโดยเปลี่ยนหน้ากันแต่ใช้เรือลำเดิม ส่วนกรณีป้อมทางหลวงนั้นพบเยาวชนขับรถซิ่งบริเวณเป้าหมายตั้งแต่พลบค่ำ และก่อนเกิดเหตุเห็นเยาวชนจากสถานที่ใกล้เคียงพร้อมอุปกรณ์สำหรับเผาป้อมยาม

       2.กรณีการตายของอาจารย์ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง พบว่ามีพฤติกรรมเป็นคนเจ้าชู้ ชอบคุยโวโอ้อวดประกาศไม่เกรงกลัวผู้ก่อการ (ทั้งๆ ที่ในพื้นที่นี้ถูกระบุไว้ว่าไม่ใช่พื้นที่เคลื่อนไหว) ชอบพกอาวุธโอ้อวดประชาชน โดยเฉพาะมีประชาชนบางส่วนพบเห็นปืน AK-47 ในรถยนต์ของอาจารย์ดังกล่าวด้วย

      3.เป้าหมายหรือคนที่เคลื่อนไหวโดยเปิดเผยเพื่อ คัดค้าน ต่อต้านกลุ่มก่อความไม่สงบ ล้วนถูกระบุว่าเป็นคนดี เคร่งครัดศาสนา และเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน อาทิ
        -อิหม่าม เป็นผู้มีประวัติและความประพฤติดี อ่านคุตบะฮ์(แสดงธรรม)กระทบกลุ่มผู้ก่อการตลอดเวลา และทำงานร่วมกับฝ่ายรัฐอย่างเข้มแข็ง มี 2 กรณีเกิดขึ้นในยะลาและนราธิวาส
       -อุสตาซก็ตกเป็นเป้าหมายด้วย กล่าวคือ ได้ออกดะวะฮฺแสดงความไม่เห็นด้วยกับกลุ่มผู้ก่อการ
     -เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกระบุว่าเป็นคนเคร่งครัดในศาสนา เคลื่อนไหวทำการชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามมัสยิดต่างๆ
      -รองนายก อบต.เป็นนักจัดรายการวิทยุ มักกล่าวถึงกลุ่มผู้ก่อการในทางลบตลอดเวลา
    -แพทย์ประจำตำบลที่ทำงานช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องและเป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเข้มแข็ง แม้จะถูกโทรศัพท์ข่มขู่ถึง 3 ครั้งให้ยุติการดำเนินการก็ไม่ท้อถอยจนถูกเตือนครั้งสุดท้ายด้วยข้าวสารและผ้าขาวที่บ้าน

     4.ในการลอบวางระเบิดได้พบร่องรอยการขุดหลุมบริเวณริมถนน ผู้พบเห็นได้แจ้งให้กำนันพื้นที่ทราบ แต่กำนันเชื่อว่า “เป็นการขุดหาจิ้งหรีดของเด็กๆ” จนในที่สุดเกิดการระเบิดขึ้น และที่สำคัญในรายงานระบุว่า “สมาชิกผู้ก่อการได้มาทำการถ่ายรูปหลังเหตุการณ์ระเบิดด้วย”

       5.ผู้ตายถูกระบุว่าเป็น “แกนนำเมื่อครั้งกรณีตากใบ” และเคยถูกเรียกไปสอบสวนหลายครั้ง ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ระบุว่าคนยิง “ไม่คุ้นหน้าแต่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายตำรวจ” ในขณะที่บางรายงานสามารถระบุได้ว่า “จำหน้าได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.อ.แห่งหนึ่ง”

     6.กรณีเนื้อหาในใบปลิวที่เตือนคนที่เป็นสายลับระบุว่า “เป้าหมายทั้งสองเป็นสายลับ และประกาศให้เลิก” ต่อมาครอบ

       ครัวของสายลับถูกขว้างด้วยไข่เน่า ก่อนเกิดการสังหาร 3 วัน ใบปลิวในบางพื้นที่ใช้สำนวนที่มีนัยโดยเขียนเป็นภาษายาวีมีความว่า “สุนัขรับใช้สยาม ถ้าไม่เลิกยิงทิ้งทันที”

      7.การวางระเบิดต่อเป้าหมายที่เป็นสถานที่ มักเป็นร้านอาหารที่เป็นที่ชุมนุมของข้าราชการ โดยที่ร้านดังกล่าวมีจดหมายขู่ให้หยุดค้าขายวันศุกร์ แต่ไม่ได้ปฏิบัติตาม ก่อนเหตุการณ์ระเบิดมีผู้พบเห็นวัยรุ่นชายและหญิง (มุสลิม) จอดรถมอเตอร์ไซค์บริเวณที่เกิดเหตุเป็นเวลานานแต่ไม่มีผู้ใดสงสัย

      8.กรณีซุ่มโจมตีทหารชุดจู่โจมพิเศษรังสิต 543 หน่วยรบพิเศษ พลร่มป่าหวาย ลพบุรี นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ทหารจากหน่วยนี้ได้เข้าทำการตรวจค้นภายในหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง จากการกระทำดังกล่าวกลุ่มผู้ก่อการได้ส่งจดหมายไปที่ฐานทหารและผู้ใหญ่บ้านมีเนื้อหาว่าจะกระทำการตอบโต้ และฝ่ายก่อการได้ลงมือปฏิบัติจริงๆ แม้จะไม่ก่อความเสียหายใดๆ ก็ตาม

ผลของความรุนแรง
      โดยสรุป ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์รุนแรงทุกครั้งเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปในพื้นที่ที่เกิดเหตุแต่ไม่สามารถป้องกันได้ และมีการปฏิบัติการสังหารเกิดขึ้นจริง ซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์รับทราบและสามารถระบุสถานที่มาและเส้นทางการหลบนี้ของผู้ลงมือได้ นี่คือสภาพสะท้อนความเป็นจริงในหลายพื้นที่ ผลที่เกิดขึ้นจากความรุนแรงดังกล่าวคือ

      1.เกิดความหวาดกลัวอย่างลึกซึ้งของประชาชนในชุมชน
      2.รัฐไม่อาจอำนวยการด้านการรักษาความปลอดภัยให้ชุมชนได้
  3.พื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์หลายแห่งเป็นเขตไร้อำนาจรัฐที่การข่าวล้มเหลวโดยสิ้นเชิง อาจจะกล่าวได้ว่าพื้นที่หลายพื้นที่มีความไม่มั่นคงแน่นอนในเรื่องอำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ อาจจะกล่าวได้ว่าพื้นที่ๆเกิดความรุนแรงดังกล่าว รัฐถึงแม้ว่าไม่ล้มเหลวแบบที่เรียกว่า failed state แต่ก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ (dysfunctional state)

     4.ฝ่ายที่ก่อการต้านอำนาจรัฐมีการออกแบบการปฏิบัติการที่สลับซับซ้อนที่ยากจะคาดถึง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงดอกผลจากการสรุปบทเรียนการต่อสู้จากหลายประเทศและภูมิปัญญาในการผลิตซ้ำและการประยุกต์แบบแผนปฏิบัติการใหม่ๆอย่างชัดเจน

       5. ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับก็คือ มีการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐแทรกอยู่ด้วยในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะเป็นจำนวนไม่มากนักซึ่งอาจจะเป็นการรายงานที่ต่ำกว่าความเป็นจริงก็ได้ แต่ระดับความรุนแรงและปฏิกิริยาตอบโต้ที่มีต่อกันก็มากพอที่จะทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจในความปลอดภัยจากภัยคุกคามของทั้งสองฝ่าย หรือมีตวามมั่นใจต่อรัฐในฐานะผู้รักษาความสงบและเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างชอบธรรม

      6. สิ่งที่เกิดขึ้นและดำเนินอยู่อาจจะมิใช่ความรุนแรงเชิงโครงสร้างอย่างเดียว แต่แสดงให้เห็นว่า มีโครงสร้างแห่งความรุนแรงแทรกอยู่ด้วยอย่างชัดเจน ความรุนแรงอย่างมีโครงสร้างในที่นี้หมายถึง ตัวของปฏิบัติการความรุนแรงเองที่มีระบบ มีการจัดการ การเตรียมการและกำหนดเป้าหมายและการเตือนล่วงหน้าอย่างค่อนข้างชัดเจนและเป็นระบบ รวมทั้งมีชุดของแนวความคิดรองรับอยู่ด้วย

       ดังนั้นการจะต่อสู้กับความรุนแรงที่มีโครงสร้างอาจจะต้องเข้าใจแบบแผนของความคิด ความเชื่อและชุดของเหตุผลรองรับปฏิบัติการเหล่านี้ รัฐมิใช่ผู้ผูกขาดโครงสร้างของความรุนแรงในกรณีนี้ พลังความรุนแรงจึงมีภาวะสถิตต่อเนื่อง มีภาวะการเคลื่อนตัว และขยายออกได้อย่างน่ากลัว หากรัฐยังจัดการความรุนแรงด้วยความรุนแรงเพียงอย่างเดียว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Comes the knowledge!!
Fushiki dane, koko ni Futari ga aetekita.Kimi dake dakishimetei tai.
ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ทุกคนมีแต่เมื่อวานซึ่งไม่อาจย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอะไรได้ เหลือเพียงแต่วันนี้ ซึ่งหากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ก็ไม่ต้องกังวล ว่าชีวิตอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
หน้า: 1 ... 3 4 [5] ขึ้นบน พิมพ์ 
« previous next »
กระโดดไป:  

หน้าแรก ชุมชนคนใจดี !!  บอร์ด ชุมชนคนใจดี !!  อัลบั้ม ชุมชนคนใจดี !!  เกมส์ ชุมชนคนใจดี !!  แชทรูม ชุมชนคนใจดี !!

Choose your language : Thai  English

JAZ Airhostess  Pre Cadet 33  Police Cadet 49  Air Cadet 40

Powered by MySQL Powered by PHP
© 2005 Modified by v Cop Thailand
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!